ในหมู่นักวิ่ง การวิ่งมาราธอน คือเป้าหมายที่นักวิ่งหลายคนอยากจะไปลองสัมผัสดูว่าการวิ่งเข้าเส้นชัยระยะ 42.195 กิโลเมตร ด้วยขาทั้งสองข้างนั้นจะเหมือนได้เจอชีวิตใหม่อย่างไร แต่กว่าจะไปถึงมาราธอนแรก ต้องเตรียมตัวไปมาราธอน อย่างไร เรามี 7 เคล็ดลับการไปมาราธอนแรกของนักวิ่งมือใหม่มาแนะนำดังนี้
ร่างกายต้องไม่ติดลบ
ต้องมั่นใจก่อนว่าร่างกายของตัวเองมีสุขภาพแข็งแรงดีพอ เนื่องจากการออกกำลังกายด้วยการวิ่งระยะไกลนั้นแรงใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่แรงกายสภาพร่างกายต้องพร้อมด้วย หากคุณเป็นคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัว แล้วจู่ๆ จะลุกขึ้นมาบู๊ วิ่งสู่ชีวิตใหม่ด้วยการไปมาราธอนเลยนั้นอาจจะทำให้ร่างกายบอบช้ำ
หรือหากเกิดเจ็บป่วยจนล้มลงไประหว่างงานวิ่ง คุณอาจจะเป็นภาระทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง และผู้จัดงาน ดังนั้นต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเราไม่เจ็บป่วยใดๆ จริงๆ ถ้าป่วยอยู่ก็แนะนำให้วิ่งในระยะที่เหมาะสมจนร่างกายจะเข้าที่เข้าทางแล้วค่อยๆ ขยับไประยะที่ไกลขึ้นก็ยังไม่สาย
ควรผ่านฮาล์ฟมาราธอนมาก่อน
การไปมาราธอนนั้นไม่ใช่ว่าจะฝึกซ้อมวันนี้แล้วอีกสี่เดือนไปวิ่งได้เลย เนื่องจากร่างกายของเรายังไม่พร้อมที่จะลงสมรภูมิการวิ่งที่หนักหน่วงระดับนั้นตั้งแต่รายการแรก ทางที่ดีคุณควรจะผ่านการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนมาอย่างน้อยสองรายการ และเป็นการจบฮาล์ฟมาราธอนที่วิ่งมากกว่าเดิน 90% ถ้ายังทำไม่ได้อย่าเพิ่งเปรี้ยวไปมาราธอน
คนที่เคยวิ่งฮาล์ฟมาราธอนจะรู้ดีว่าอาการ ‘ยางแตก’ ก่อนจะเข้าเส้นชัยนั้นมันหนักหน่วงระดับไหนกว่าจะลากสังขารไปถึงเส้นชัย แล้วคิดดูสิว่าถ้าวิ่งมาราธอนแล้วยางแตกตอนกิโลเมตรที่ 18 นั่นหมายถึงคุณเตรียม DNF ได้เลย แบบในหนังที่ซ้อม 16 สัปดาห์แล้วไปมาราธอนเลยนั้นโอกาสยากมากที่จะจบลงที่เส้นชัยในเวลาที่ดีหรือไม่บาดเจ็บเลย
มีเวลาฝึกซ้อมอย่างน้อย 4 – 5 เดือน
ก่อนจะไปวิ่งมาราธอนคุณต้องหาตารางซ้อม แล้วซ้อมอย่างมีวินัย ซึ่งตารางซ้อมที่เผยแพร่อยู่บนอินเทอร์เน็ตอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดทุกตารางมีกำหนดให้คุณวิ่งระยะระหว่าง 25 – 32 กิโลเมตรอยู่อย่างน้อยๆ 2 วัน และควรอยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนถึงวันวิ่งจริงประมาณ 3 สัปดาห์
แต่โดยรวมตารางฝึกซ้อมควรอยู่ระหว่าง 4 – 5 เดือนก่อนวิ่งจริง สาเหตุที่ต้องให้วิ่งยาวก็เพื่อที่จะได้รู้ว่าร่างกายจะตอบสนองอย่างไรเมื่อวิ่งในระยะที่ไกลกว่าฮาล์ฟมาราธอน การวิ่งมาราธอนเท่ากับการก้าวเท้าไปข้างหน้าราว 60,000 ก้าวอย่างต่อเนื่องถือเป็นการซ้อมใหญ่ก็ได้
รู้จัก 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิ่งจบ
นอกเหนือจากการซ้อมแล้วยังมีสามปัจจัยสำคัญที่ควรรู้ไว้ก่อนจะไปวิ่งมาราธอนให้จบที่เส้นชัยก็คือ ‘รู้จักการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ’ การวิ่งมาราธอนคือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จึงควรควบคุมฮาร์ทเรทให้อยู่ในภาวะสม่ำเสมอไม่ออกตัวแรงเกินไป ส่วนใหญ่นักวิ่งมาราธอนมือใหม่จะมีฮาร์ทเรทสูงซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ควบควบคุมในอัตราที่อยู่ระหว่าง 155 – 160 ขึ้นอยู่กับความฟิตของแต่ละคน
ต่อมา ‘เข้าใจเรื่องการเติมพลังงาน’ การวิ่งมาราธอนใช้พลังงานที่เกินกว่าค่าพลังงานที่เราใช้ต่อวัน
โดยเฉลี่ยอัตราเผาผลาญจะอยู่ที่ 1,600 แคล แต่การวิ่งมาราธอนเราจะเผาผลาญฉลี่ย 10 กิโลฯ 800 แคล เมื่อเราใช้พลังงานที่เกินจึงต้องเติมพลังงานระหว่างการวิ่งโดยกินเจลพลังงาน ซึ่งควรเอาติดตัวไปอย่างน้อยสามซอง และระหว่างซ้อมก็ต้องทดลองกินเจลไปด้วย อย่าไปทดลองกินจริงหน้างาน เพราะการกินเจลก็ต้องวางแผน เหมือนขับรถก็ต้องรู้ว่าควรเติมน้ำมันช่วงไหน
สุดท้ายคือ ‘รู้จัก Elevation Gain’ ก่อนออกรบเราก็ต้องรู้ว่าสมรภูมิที่จะไปรบนั้นมีความชัน หรือ Elevation Gain แค่ไหน เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าสนามที่จะไปวิ่งต้องผ่านอะไร มีความสูงชันแค่ไหน มัวแต่ไปวัดดวงหน้างานเลยคุณอาจจะเตรียมตัวมาไม่ดีพอและไม่จบเพราะแพ้ความชัน หรือแพ้ความโหดของเส้นทางที่เจอก็ได้ หากรู้จักและเข้าใจสามปัจจัยนี้ โอกาสที่จะวิ่งจบก็มีมากขึ้น
เตรียมอุปกรณ์การวิ่งให้พร้อม
ชุดวิ่งเหมือนอาวุธ เวลาออกศึกเราต้องมีอาวุธคู่ใจที่ผ่านการฝึกซ้อมมากับเรามาตลอด ดังนั้น ‘ห้ามใช้ของใหม่’ เด็ดขาดเนื่องจากของที่คุณต้องใส่ติดตัวไปตลอด 42.195 กิโลเมตรนั้นทุกอย่างมีผลต่อตัวเราเองทั้งหมดถ้าใช้ของใหม่โอกาสที่จะไม่สัมพันธ์กับร่างกายมีสูง
และใต้ร่มผ้าควรจะทาเจลป้องกันการเสียดสี หรือ Anti Chafing กันไว้ เพราะว่าการวิ่งระยะไกลแล้วไม่มีเจลนี้ไปทาบริเวณจุดที่ทำให้เกิดการเสียดสีใต้ร่มผ้านั่นมีโอกาสสูงมากที่จะทำให้การวิ่งเราเต็มไปด้วยความทรมานสุดท้ายอาจวิ่งไม่จบก็เป็นได้
หาเป้าหมายในการวิ่งมาราธอน
ทุกคนที่วิ่งมาราธอนล้วนมีเป้าหมายทั้งนั้น ซึ่งเป้าหมายในการวิ่งมีผลในเชิงจิตวิทยาต่อจิตใจเรา ดังนั้นหาเป้าหมายของการวิ่งมาราธอนนั้นให้เจอแล้วออกวิ่งเพื่อไปตามล่าจุดหมายที่คุณต้องการ บางคนอยากเจอชีวิตใหม่ บางคนอยากเอาชนะตัวเอง บางคนอยากเจอคนที่ใช่ (…เอาจริงเหรอ) และเมื่อจบวิ่งเราควรมีรางวัลให้กับตัวเอง
ยิ้ม (^__^)
อันนี้จะซ้อมหรือไม่ซ้อมก็ได้ แต่ให้จำไว้ว่าวันที่เราไปวิ่งมาราธอน คือวันที่เราเหนื่อยที่สุดแต่ก็จงยิ้มแย้มกับตัวเอง ยิ้มกับเพื่อนร่วมสนาม ยิ้มแย้มกับทีมงาน และยิ้มแย้มกับทุกคน นี่คือการมาวิ่งอย่างมีความสุข ดังนั้นเราควรมีความสุขกับมาราธอนแรกของเรา
ที่มา : https://www.mangozero.com/7-ways-to-first-marathon/
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิ่งเปลี่ยนชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิ่งเปลี่ยนชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560
โล่งอก ผลส่องกล้องปกติ
วันนี้นัดหมอส่องกล้องตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ผลการตรวจปกติดี ตรวจที่ศูนย์ฯ รพ.จุฬา จ่ายเงินสด 4,540 บาท (ใช้สิทธิ์บัตรทองได้แต่เตรียมเอกสารใช้เวลานาน) ถือว่าคุ้มมากเพื่อแลกกับความอยากรู้อยากค้นหา เพราะถ้าเจอมันขึ้นมาก็จะรักษาได้ง่ายมีโอกาสหายเยอะ
เหตุที่ต้องมาตรวจเพราะพ่อผมเสียชีวิตจากมะเร็งในช่องท้อง
ทรมานมากกับแค่ 2 วันครึ่งในการเตรียมลำไส้ คือ กินได้แต่น้ำข้าว, น้ำเกลือแร่แบบสีใส, น้ำผลไม้สีใสๆ ไม่มีกากใย (เช่นน้ำลิ้นจี่,น้ำแอปเปิ้ล,น้ำมะพร้าว) แล้วก็ ซุปใส
พอถึงเช้าตรู่วันตรวจก็กินยาระบาย 3 ชุดๆ ละ 1 ลิตร ถ่ายสิบกว่ารอบ รอบหลังจะเป็นน้ำ น้ำอุจจาระมันก็ไม่ใส มีสีเหลืองนิสๆ แต่ไม่มีกาก ซึ่งก็อยู่ในเกณฑ์เกือบผ่าน
พยาบาลให้เซ็นต์ใบรับรองการตรวจ โดนซักประวัติ ต่อด้วยแท่งเข็ม สักพักเขาก็พาเข้าห้องตรวจ โดยอัดยาอะไรซักอย่างโคตรเจ็บแสบมือแขน (พยาบาลเรียกว่าลุงๆ แสบเส้นนิสน่ะค่ะ) แล้วก็ถึงขั้นส่องกล้องซ่ะที หมอก็ตรวจไปเราก็โม้ไปทั้งๆเบลอๆยา เรื่องที่ไปวิ่งมาราธอนมา 3 ที่ๆจอมบึง นาวิก เชียงราย แล้วสิ้นปีจะไปสวนผึ้ง นึกขำอยู่ว่าไปถามหมออีกว่าพรุ่งนี้จะซ่อมวิ่งได้ไหมครับ ฮ่าฮ่าฮ่า !!! หมอบอกได้ๆ
นั้นล่ะครับประสบการณ์ส่องกล้องครั้งแรกของตัวผม พบกับหมอใหม่อีกที 5 ปีข้างหน้า (ปี 2565) ครับ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เหตุที่ต้องมาตรวจเพราะพ่อผมเสียชีวิตจากมะเร็งในช่องท้อง
ทรมานมากกับแค่ 2 วันครึ่งในการเตรียมลำไส้ คือ กินได้แต่น้ำข้าว, น้ำเกลือแร่แบบสีใส, น้ำผลไม้สีใสๆ ไม่มีกากใย (เช่นน้ำลิ้นจี่,น้ำแอปเปิ้ล,น้ำมะพร้าว) แล้วก็ ซุปใส
พอถึงเช้าตรู่วันตรวจก็กินยาระบาย 3 ชุดๆ ละ 1 ลิตร ถ่ายสิบกว่ารอบ รอบหลังจะเป็นน้ำ น้ำอุจจาระมันก็ไม่ใส มีสีเหลืองนิสๆ แต่ไม่มีกาก ซึ่งก็อยู่ในเกณฑ์เกือบผ่าน
พยาบาลให้เซ็นต์ใบรับรองการตรวจ โดนซักประวัติ ต่อด้วยแท่งเข็ม สักพักเขาก็พาเข้าห้องตรวจ โดยอัดยาอะไรซักอย่างโคตรเจ็บแสบมือแขน (พยาบาลเรียกว่าลุงๆ แสบเส้นนิสน่ะค่ะ) แล้วก็ถึงขั้นส่องกล้องซ่ะที หมอก็ตรวจไปเราก็โม้ไปทั้งๆเบลอๆยา เรื่องที่ไปวิ่งมาราธอนมา 3 ที่ๆจอมบึง นาวิก เชียงราย แล้วสิ้นปีจะไปสวนผึ้ง นึกขำอยู่ว่าไปถามหมออีกว่าพรุ่งนี้จะซ่อมวิ่งได้ไหมครับ ฮ่าฮ่าฮ่า !!! หมอบอกได้ๆ
นั้นล่ะครับประสบการณ์ส่องกล้องครั้งแรกของตัวผม พบกับหมอใหม่อีกที 5 ปีข้างหน้า (ปี 2565) ครับ เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560
กรณีหนังสือเย็นวันเสาร์-เช้าวันอาทิตย์กับกรณีบันทึกสองเท้า...ความเหมือนต่างเวลา
เย็นวันเสาร์-เช้าวันอาทิตย์
(Barcoad 9789742728809 คามิน คมนีย์ 192 หน้า / 310 g)
เย็นวันเสาร์- เช้าวันอาทิตย์ การันตีคุณภาพด้วยรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2547
ประเภทสารคดีรางวัลยอดเยี่ยม ถ่ายทอดจากประสบการณ์โดยตรงของ
ผู้เขียนที่ได้บันทึกท่วงทำนองของชีวิตและโลกของนักวิ่ง...ด้วยเนื้อเรื่องที่มีสาระ และการใช้ภาษาในการเรียบเรียงเหมาะสมกับยุคสมัย รวมถึงบรรยากาศของเรื่องดี
ทำให้เกิดอรรถรสในการอ่าน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้สารคดีคุณภาพเรื่องนี้ชนะใจ
กรรมการของเราได้เป็นอย่างดี เชื่อได้ว่าผู้อ่านจะได้รับความเพลิดเพลินหรรษา
อย่างแน่นอน
เย็นวันเสาร์- เช้าวันอาทิตย์ การันตีคุณภาพด้วยรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2547
ประเภทสารคดีรางวัลยอดเยี่ยม ถ่ายทอดจากประสบการณ์โดยตรงของ
ผู้เขียนที่ได้บันทึกท่วงทำนองของชีวิตและโลกของนักวิ่ง...ด้วยเนื้อเรื่องที่มีสาระ และการใช้ภาษาในการเรียบเรียงเหมาะสมกับยุคสมัย รวมถึงบรรยากาศของเรื่องดี
ทำให้เกิดอรรถรสในการอ่าน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้สารคดีคุณภาพเรื่องนี้ชนะใจ
กรรมการของเราได้เป็นอย่างดี เชื่อได้ว่าผู้อ่านจะได้รับความเพลิดเพลินหรรษา
อย่างแน่นอน
และกรณีบันทึกสองเท้า ตัวผมขอคัดบทความจากเพจมาดังนี้
.......
ไม่เคยนึกครับว่าการวิ่งจะทำให้เกิดการตัดสินใจอะไรแบบนี้ได้
เพื่อนๆ หลายคน(ส่วนใหญ่)ที่ทราบข่าว พูดกับผมด้วยประโยคที่คล้ายๆ กันว่า
"ยินดีด้วยนะ"
"ยินดีด้วยนะ"
ผมฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ ที่ได้รับกำลังใจและมั่นใจกับการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้น ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้ว ผมรู้สึกเสียใจมากเช่นกัน
ผมมีความผูกพันมากมาย รัก และภูมิใจที่ได้ มีส่วนรวมกับทุกๆ คนในหน่วยงานที่ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์กับสังคมและประเทศชาติมากมายแห่งนี้ ที่สำคัญผมได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองทุกๆเรื่องที่นี่จนมีวันนี้ได้
ผมเคยมุ่งมั่นที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่า คำว่า"ไม่มีเวลา" ไม่ใช่ข้ออ้างของการไม่ออกกำลังกาย แต่เป็นเพราะว่าเราแบ่งเวลาไม่เป็นต่างหาก
ถึงวันนี้ก็ยังเป็นจริงอยู่ครับ ว่าเราสามารถรักษาสมดุลย์ของทุกเรื่องที่จำเป็นในชีวิต กับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนได้
เพียงแต่ผมบังเอิญโชคดีที่อาจจะได้รับโอกาสที่จะได้ทำเรื่องเกี่ยวกับการวิ่ง/การออกกำลังกายตามความใฝ่ฝันของตัวเอง ที่อาจทำให้ต้องมีผลกระทบกับภาระหน้าที่หลักที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแต่ผมบังเอิญโชคดีที่อาจจะได้รับโอกาสที่จะได้ทำเรื่องเกี่ยวกับการวิ่ง/การออกกำลังกายตามความใฝ่ฝันของตัวเอง ที่อาจทำให้ต้องมีผลกระทบกับภาระหน้าที่หลักที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้นเรื่อยๆ
จริงๆ ต้องขอบคุณหน่วยงานที่ได้พยายามช่วยหาทางให้ผมยังสามารถทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กันเหมือนเดิมได้ แต่ผมเป็นคนตัดสินใจเองครับเพื่อความเหมาะสมและไม่เป็นการรบกวนทุกๆ ฝ่าย
ญาติๆ และคนใกล้ชิดของผมรู้สึกเป็นห่วงและเสียดายความมั่นคงในหน้าที่การงานที่ผมสร้างมากว่า 16ปี ผมก็เสียดายมากเช่นกันครับ
:)
แต่คุณค่าของสิ่งดีๆ ที่ผมยอมสละไป ยิ่งมีค่ามากเท่าใด นั่นหมายความว่าสิ่งที่ผมเลือก(แม้จะยังไม่มีอะไรแน่นอน แต่) ก็น่าจะมีคุณค่าสำหรับผมไม่น้อยไปกว่ากันเลย
และผมจะตั้งใจทำตัวให้เป็นประโยชน์กับส่วนรวมให้มากที่สุด เช่นเดียวกับแนวทางที่เคยได้เรียนรู้และร่วมกันทำมาที่องค์กรแห่งนี้ด้วย
และผมจะตั้งใจทำตัวให้เป็นประโยชน์กับส่วนรวมให้มากที่สุด เช่นเดียวกับแนวทางที่เคยได้เรียนรู้และร่วมกันทำมาที่องค์กรแห่งนี้ด้วย
ขอขอบคุณทุกๆ คน เพื่อนๆ รุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่ เนคเทค สวทช. และคนอื่นๆ ที่ได้เคยรู้จัก และเกี่ยวข้องทุกท่าน ผมจะกลับมาเยี่ยมเยียนแน่นอน จริงๆ ผมก็ยังไม่ได้ปิดโอกาสที่กลับมาทำงานในสายงานนี้นะครับ อย่างน้อยก็คงยังสอนหนังสือ สอบวิทยานิพนธ์ สอนภาษาญี่ปุ่น รับบรรยาย ที่ปรึกษา ฯลฯ (ติดต่อได้ครับ^^)
และต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกๆ ท่าน ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ (ขออภัยที่ไม่ได้เอ่ยนามทั้งหมด) ที่ทำให้ผมกล้าตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตครั้งนี้ครับ
24 มี.ค. 2560
.....
คือตัวผมพบว่า 2 กรณีนี้น่าจะคล้ายกันซึ่งเกิดจากอย่างหนึ่งที่มีเหมือนกันคือเรื่องการวิ่ง
โดยกรณีคุณคามินเดิมทีเป็นข้าราชการ ท่านมีความฝันอยากเป็นนักเขียน แต่แล้วจู่ๆ ท่านก็ออกไปวิ่งแข่งมาราธอนแบบไม่เคยฝึกซ้อมมาก่อน ซึ่งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความสนุกในการเปลี่ยนชีวิตของท่านตลอดไป ตัวผมอ่านหนังสือเล่มนี้รวดเดียวจบ ท่านเขียนสนุกได้สาระด้วย
ส่วนกรณีบันทึกสองเท้าตัวผมอ่านตามบทความดังกล่าวเท่านั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



