วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ทำไม 'อะโวคาโด' เป็นสุดยอดซูเปอร์ฟู้ดของสาย 'สุขภาพ

หากพูดถึงอาหารเพื่อ “สุขภาพ” แล้ว หนึ่งในผลไม้ที่หนุ่มสาวสายเฮลตี้หามารับประทานกันเป็นประจำ คงหนีไม่พ้นซูเปอร์ฟู้ดอย่าง “อะโวคาโด” ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นผลไม้ยอดฮิต และสามารถหาซื้อได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ในช่วงแรกๆ ต้องบอกว่าคนไทยยังไม่ค่อยเปิดใจให้ผลไม้ชนิดนี้เท่าไหร่ อาจเป็นเพราะเมื่อก่อน “อะโวคาโด” มีราคาแพง(มาก) หาซื้อยาก  ส่วนใหญ่เมนูที่ทำจากอะโวคามีขายเฉพาะในร้านอาหารหรูเท่านั้น ต่อมาในยุคหนึ่งเมื่อกระแสเรื่องการดูแลสุขภาพมากแรง บวกกับตอนนี้อะโวคาโดสามารถผลิตในไทยได้แล้ว ราคาจึงถูกลงและหาซื้อง่ายกว่าเดิม คนไทยจึงนิยมบริโภคอะโวคาโดกันมากขึ้น


"อะโวคาโด" จากเม็กซิโกสู่เมืองไทย

อะโวคาโด หรือ ลูกเนย เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเป็นเนย ซึ่งพืชชนิดนี้ถือเป็นพืชพรรณพื้นเมืองของรัฐปวยบลาในประเทศเม็กซิโก และนิยมเพาะปลูกในภูมิอากาศเขตร้อนทั่วโลก บางส่วนถูกนำมาปลูกในเขตอบอุ่น เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ต่อมาก็มีการแพร่กระจายไปทั่วโลก

สำหรับอะโวคาในประเทศไทย เริ่มมีการปลูกราวๆ 30 ปีที่แล้ว มีอาจารย์ท่านหนึ่งนำพันธุ์อะโวคาโดจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาปลูกแถวๆ อำเภอปากช่อง แต่ถ้านับสืบย้อนไปมากกว่านั้นคนทางเหนือเล่ากันว่าเห็นอะโวคาโดมาตั้งแต่สมัยที่มีมิชชันนารีขึ้นเขามาสอนศาสนา ซึ่งไม่น่าจะต่ำกว่า 100 ปีมาแล้ว ก่อนที่โครงการหลวงจะนำพันธุ์มาเผยแพร่ในช่วงปี พ.ศ. 2523 และเริ่มปลูกที่ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ปลูกอันดับ 1 ของประเทศ

อะโวคาโดในประเทศไทยเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ไปมา โดยโครงการหลวงได้เข้าไปพัฒนาพันธุ์และให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พันธุ์ที่ส่งเสริมให้ปลูกในไทย ได้แก่ ปีเตอร์สัน (Peterson) บัคคาเนีย (Buccaneer) บูท 7 (Booth-7) และพันธุ์แฮส (Hass)


“อะโวคาโด” ผลไม้ที่สาย “สุขภาพ” ปลื้มสุดๆ

สำหรับหนุ่มสาวสายสุขภาพคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า อะโวคาโด เป็นผลไม้ระดับซูเปอร์ฟู้ดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ได้แก่

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์ต่างๆ ไม่ให้ถูกทำลาย ช่วยลดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยบำรุงสายตา 
  • ช่วยลดน้ำหนักและลดระดับไขมันชนิดเลว (LDL) ลงได้อย่างชัดเจน และยังเป็นแหล่งของกรดไขมันชนิดดี (HDL) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ลดไขมันในหลอดเลือด จึงช่วยลดโอกาสเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและโรคหัวใจวาย
  • ป้องกันมะเร็ง ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้
  • ป้องกันหวัด อะโวคาโดมีวิตามินซีสูง ซึ่งช่วยป้องกันหวัดและป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้ดี
  • ช่วยระบบขับถ่าย อะโวคาโดมีโปรตีนสูงย่อยง่าย และมีเส้นใยอาหารสูงมาก ช่วยแก้ท้องผูก


วิธีสังเกต “อะโวคาโด” ที่สุกพร้อมรับประทาน

สำหรับวิธีเช็คดูว่าผล “อะโวคาโด” ที่ซื้อมานั้นสุกหรือยัง? ให้ลองสังเกตที่สีเปลือกของอะโวคาโด ถ้าเปลือกยังเขียวอยู่แสดงว่าเป็นผลดิบ กินไม่ได้ ต้องรออีกประมาณ 4-5 วัน ส่วนถ้าเปลือกมีสีคล้ำๆ ม่วงๆ ปนเขียวนิดหน่อย แปลว่าเริ่มจะสุกแล้วแต่ก็ควรรออีกประมาณ 2 วัน และถ้าเมื่อไหร่เปลือกเป็นสีคล้ำดำ ขั้วผลแห้งสนิท ลองกดดูเบาๆ แล้วรู้สึกว่านุ่มนิ่ม แบบนี้แปลว่าสุกเต็มที่ พร้อมรับประทานได้ทันที 

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย เช่น พันธุ์บูท7 สุกเปลือกเขียว, พันธุ์บัคคาเนีย สุกเปลือกเขียว, พันธุ์แฮส สุกเปลือกสีน้ำตาลดำ, พันธุ์พื้นเมือง สุกเปลือกสีม่วงดำ เป็นต้น


เปิด 5 วิธีกิน "อะโวคาโด" ยังไงให้สุขภาพดี?

เห็นประโยชน์เยอะมาเต็มขนาดนี้ ก็ใช่ว่าจะกินอะโวคาโดตามใจปากเท่าไหร่ก็ได้ เพราะอะไรที่มากเกินไปก็มักจะส่งผลเสียตามมา สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งจะหัดกินอะโวคาโด เรามีเคล็ดลับวิธีการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดเพื่อสุขภาพดีมาบอกต่อ ลองกินแบบนี้สิ!


1. กินอะโวคาโดครึ่งลูกก็พอ

การรับประทานอะโวคาโดเป็นประจำ จะไปเพิ่มไขมันดีและลดไขมันเลวออกจากหลอดเลือด จึงช่วยให้ไม่มีไขมันมาอุดตันตามเส้นเลือด ส่งผลให้ลดความดันโลหิตได้ อะโวคาโดอุดมไปด้วยกรดโอเลอิค ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ดีต่อหัวใจ อีกทั้งยังช่วยลดการอักเสบของเซลล์ในร่างกาย จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรกินเยอะจนเกินไป มีคำแนะนำจาก Ariana Cucuzza นักวิจัยและนักโภชนาการด้านอาหารฟังก์ชั่น (Functional medicine dietitian) ประจำคลินิกแห่งหนึ่งในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ได้ให้คำแนะนำไว้ในบทความวิชาการว่า คนทั่วไปควรรับประทาน “อะโวคาโด” วันละ 100 กรัม หรือประมาณครึ่งผลก็เพียงพอแล้ว เพราะเป็นผลไม้ที่มีแคลอรีสูง และร่างกายคนเราควรได้รับไขมันดีจากแหล่งอื่นๆ ด้วย เช่น น้ำมันมะกอก ถั่ว ธัญพืช เป็นต้น 


2. กินอะโวคาโด 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดน้ำหนักได้

อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่เป็นมิตรกับคนที่กำลัง ลดน้ำหนัก ในการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่รับประทานอะโวคาโด 1 มื้อต่อวัน ช่วยให้รู้สึกอิ่มสบายท้องมากขึ้น 23% และมีความหิวลดลง 28% ในอีก 5 ชั่วโมงถัดไป เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้กินอะโวคาโด ในระยะยาวการกินอะโวคาโดในอาหาร 1 มื้อต่อวัน จึงช่วยให้คุณกินมื้ออื่นๆ ได้น้อยลงไปโดยปริยาย เพราะทำให้อิ่มนานขึ้น ลดการกินจุบจิบระหว่างวัน แถมยังมีเส้นใยสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำซึ่งช่วยให้ลดน้ำหนักอย่างได้ผล


3. ทาอะโวคาโดบนขนมปังแทนเนย

สำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูก แนะนำให้เพิ่มอะโวคาโดเข้าไปในมื้ออาหารของคุณ เช่น การใช้อะโวคาโดบดทาบนขนมปังแทนการทาเนย สามารถเพิ่มกากใยให้ระบบขับถ่ายได้ดี เพราะเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูงมากถึง 7% ต่อน้ำหนัก 100 กรัม ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับอาหารอื่นๆ ซึ่งโดยปกติไฟเบอร์มีประโยชน์ที่สำคัญต่อการลดน้ำหนัก และการเผาผลาญพลังงาน


4. กินอะโวคาโดเป็นประจำ ลดน้ำตาลในเลือด

การบริโภคอะโวคาโดเป็นประจำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากไขมันอิ่มตัวจะสามารถเข้าไปชะลอการไหลเวียนของน้ำตาลในเลือด พร้อมทั้งสามารถลดภาวะต้านของอินซูลินได้ด้วย


5. อย่ากินเกินครั้งละ 1 ผลต่อวัน

แนะนำว่าไม่ควรกินอะโวคาโดเกินครั้งละ 1 ผล เพราะแม้จะมีประโยชน์มากมายแต่ก็ยังเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง โดยอะโวคาโดครึ่งผลก็ให้พลังงานมากถึง 160 แคลอรี ถ้า 1 ผลเต็มๆ ก็ให้พลังงานเพิ่มไปอีกเป็น 320 แคลอรี ซึ่งถือว่าเยอะมากต่อการกิน 1 ครั้ง ถ้าร่างกายเผาผลาญพลังงานส่วนนี้ไม่หมด ก็จุถูกนำไปสะสมไว้ในรูปไขมัน และทำให้คุณอ้วนขึ้นได้


-----------------------------------------


อ้างอิง: 

https://medthai.com/

https://www.healthline.com

https://health.clevelandclinic.org/

https://www.gourmetandcuisine.com


ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/894763

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

อยากชวนคนไม่วิ่งให้มาวิ่ง ต้องเริ่มยังไงดี

อย่างแรกเลยต้องให้เค้าไม่รู้สึกว่าโหดร้ายตั้งแต่แรก เพราะหลายคนเริ่มวิ่งแล้วเริ่มต้นไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง บางท่านมาถึงวิ่งเร็วเกินไป วิ่งได้ไม่นานก็เหนื่อยหอบ แถมเจ็บอีก จนไม่อยากวิ่งต่อ ที่เป็นแบบนั้นเพราะร่างกายไม่เคยผ่านการออกกำลังกายแบบนี้มาก่อน แอดจึงมาบอกเคล็ด(ไม่)ลับให้เอาไปลองดูค่ะ นั่นคือชวนเค้ามาเดิน จะเดินที่ไหนก็ได้แต่ขอให้เดินยาวสักหน่อย จะเป็นสวยสาธารณะหรือบนฟุตบาทก็ยังได้ เพื่อให้ร่างกายเริ่มเรียนรู้ สร้างความแข็งแกร่งไปทีละนิดๆ 

.


ชวนมาวิ่งด้วยการเดินกัน แต่การเดินที่จะช่วยให้ร่างกายเรียนรู้ไวคือ ’การเดินเร็ว’ ซึ่งเป็นการที่ทำให้หัวใจของเราเรียนรู้ว่า ร่างกายนั้นทำงานหนักขึ้น อยู่ในโซนออกกำลัง ให้รู้สึกว่าเดินจนเหนื่อย แล้วถ้าอยากจะเดินให้หัวใจแข็งแรงขึ้นอีก แนะนำให้แกว่งแขนไปด้วย เนื่องจากการเดินแกว่งแขนจะช่วยให้หัวใจทำงานดีขึ้นไปอีกด้วยค่ะ 

.

ส่วนรองเท้าที่ใส่เดินให้สบายๆใส่วิ่งชิวๆได้ด้วย ขอแนะนำ Baoji รุ่น DPM592 เพราะมี "Phylon Foam" หรือตัวพื้น "โฟม" ที่มีความนุ่มและเบา ทำให้เดินได้คล่องตัว และมีเทคโนโลยีตรงบริเวณพื้นรองเท้ามีความยืดหยุ่นทำให้การทรงตัวดีทุกย่างก้าว 

.

ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมที่

📍 Facebook : m.me/baojifanpage

📍 LINE : @baoji (มี @ ด้านหน้าด้วยค่ะ)

https://lin.ee/fzkyVDI

📍 Website : www.baoji.co.th

.

#THAIRUN

วิ่งไปด้วยกัน แข็งแรงไปด้วยกัน อยู่รักกันไปนานๆ

ที่มา: https://www.facebook.com/thaidotrun/posts/3166718066948955

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เริ่มประกาศรับสมัครงานวิ่งต่างๆ กันแล้วหลังเปิดประเทศ

 เสียงฆ้องดังก้องกังวาล เป็นสัญญาณเปิดสนาม

"ตะนาวศรี เทรล ครั้งที่ 7"


++++++++++++++++++++++++++

Tanaosri Trail 2021 |  I'm Possible

28-30 JAN 2022

++++++++++++++++++++++++++

สนุกสุดมันส์ทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะ Day หรือ Night

>>>> เปิดรับสมัคร <<<<

- รอบพิเศษ : 31 ตุลาคม 2564 เวลา 10.00 น.

- รอบทั่วไป :  3 พฤศจิกายน 2564 เวลา 10.00 น.

สมัครได้ทาง : www.runningconnect.com




วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ซ้อมได้ครบทุกรสกับการบ้าน week 42 ปี 2021 พร้อมสรุปผลประจำเดือน

 เริ่มจากเวทเทรนนิ่ง 4 ชนิดในวันจันทร์กับศุกร์ (1. โหนบาร์ 2. วิดพื้น 3. ซิทอัพ 4. ลุกนั่ง) ต่อด้วย Speed work แบบอึดอัดวันพฤหัส แล้ว Tempo อย่างมันส์วันเสาร์ ปิดท้ายวิ่งยาว 18k วันอาทิตย์ 

คิดอยู่ว่าจะไปวิ่งงานเมืองไทยเชียงใหม่มาราธอนที่เขาจะเปิดรับสมัคร 1-30 พ.ย.นี้ (เงื่อนไขต้องฉีดวัคซีนครบโดส) โดยมีที่พัก ค่าเดินทางฟรีเพราะนอนบ้านเพื่อน บินฟรีเพราะมีเครดิตเหลือของ Airasia (ยกเลิกไฟต์ไปกระบี่เมื่อปี 2020) จ่ายแต่ค่าค่าสมัคร 1000 บาทกับค่ากิน

ณ วันนี้ Covic-19 กลับมาระบาดอีกที่เชียงใหม่ยอดติด 300-400 มาหลายวันแล้ว ก็เป็นข้อต้องมาคิดอีกอัน ไม่รีบตัดสิน ดูว่าซ้อมแบบรวบรัดทันหรือไม่กับระยะเวลาที่เหลือ 6 week ถ้าอายุ 50แล้วคงสมัครแบบไม่คิดอย่างอื่น สมัครวิ่งปีนี้เรา 49 จะแบกรุ่นเยอะ

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เริ่มตั้งใจเวทเทรนนิ่งพร้อมส่งการบ้าน week 41 ปี 2021

 

week นี้มีเวทเทรนนิ่งวันจันทร์และศุกร์ ที่สวนพระราม 3 โดยวันจันทร์ดึงข้อ 50 ครั้ง 3 เซ็ต, โหนบาร์ 5 ครั้ง 3 เซ็ต, ซิตอัพ 20 ครั้ง 3 เซ็ตกับ Squat 50 ครั้ง 3 เซ็ต (ครบ 4 ท่าตามโค้ชใน youtube แนะนำ) ปรากฎว่าวันอังคารปวดกล้ามเนื้อแขนและต้นข้าด้านหลัง



แต่ก็พอที่จะวิ่งในวันอังคาร พุธ พฤหัส ได้ซึ่ง HR ตอนวิ่งพุ่งปรี๊ด หายปวดวันศุกร์แล้วมาทำเวทเทรนนิ่งได้จำนวนมากกว่าเดิม วันรุ่งขึ้นก็ไม่มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อแล้ว เลยได้ไปวิ่งยาววันทิตย์ 18k ตามปกติ วิ่งยาว Zone 2 แบบกลัวเจ็บกล้ามเนื้อเพิ่มอีกไม่กล้าสปีดเลย อากาศก็ดี มีลมหนาวมาแล้ว ก็วิ่งแช่ จนครบ ใช้เวลาไป 2 ชม. 13 นาที


week ต่อไปก็จะทำแบบ week 41 อีกเพื่อพัฒนาให้วิ่งเร็วขึ้น จนวิ่งเพซ 5.4 ได้ยาวๆ แล้วเข้าเส้นชัย Marathorn Sub 4

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564

Marathon Training Plan

 5 ข้อควรรู้ก่อนเริ่ม เข้าโปรแกรมซ้อม TCtriathlon 16 weeks Sub 4 hours marathon

1.นักกีฬาควรเคยผ่านการจับเวลาการวิ่ง 10 กิโลเมตร มาแล้ว โดยสามารถทำเวลาได้ต่ำกว่า 55 นาทีในการวิ่ง 10 กม. มาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2-3 ครั้ง



2.ก่อนเริ่มซ้อมตามโปรแกรมการซ้อมนี้ นักกีฬาควรมีพื้นฐานและประสบการณ์การวิ่งระยะไกลที่มากกว่า 21 กิโลเมตร มาแล้วอย่างน้อย 1-2 ปี


3.สามารถแบ่งเวลามาฝึกซ้อมได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 6-9 ชั่วโมง ต่อเนื่องเป็นเวลา 16 สัปดาห์ การซ้อมในแต่ละสัปดาห์ควรเรียงลำดับตามที่ได้กำหนดไว้ และสามารถกำหนดวันพักด้วยตัวเองได้


4.ควรมีการพักผ่อนอย่างน้อยคืนละ 7-8 ชั่วโมงก่อนทำการฝึกซ้อม


5.ก่อนทำการซ้อมต้องมีการอบอุ่นร่างกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และ หลังการฝึกซ้อมทุกครั้งต้องมีการ คูลดาวน์เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตัวคืนสู่สภาพเดิม


แผนการซ้อมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักกีฬาสามารถจบการแข่งวิ่ง 42 กม หรือ Marathon ได้ภายในเวลา 4 ชั่วโมง


ทั้งนี้ การซ้อมตามแผนการซ้อมนี้ไม่ได้เป็นการรับประกัน ผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นใดๆทั้งสิ้น


เนื่องจากผลการแข่งขึ้นอยู่กับปัจจัยและตัวแปรต่างๆ ทั้งในช่วงการเตรียมตัวและในช่วงการแข่ง เช่น อาการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยของนักกีฬา สภาพเส้นทางและอากาศในวันแข่ง และปัจจัย อื่นๆ


อย่างไรก็ตาม หากท่านสามารถฝึกซ้อมได้ตามแผนการซ้อมนี้ตลอด 16 สัปดาห์ ท่านจะได้เรียนรู้วิธีการซ้อมวิ่งที่มีระบบ และ มีประสิทธิภาพ ซึ่งท่านสามารถนำไปปรับใช้กับการแข่งของท่านในอนาคตได้อย่างแน่นอน


Week 1 (Total 45 km)

1: Mid long run 12 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 9 km @ 6:15-6:30 min/km

Cool down 1 km


2: Run 10 km (Time trial)

Warm 1 km + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

Run 8 km time trial (total time under 45 min)

Cool down 1 km


3: Easy run 8 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 6 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort )

Cool down 1 km


4: Long run 15 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 12 km @ 6:30-6:40 min/km

Cool down 1 km


Week 2 (Total 48 km)

1: Run 10 km (speed session)

Warm 2 km

5 sets of

1 km @ 5:30-5:40 min/km + 0.5 km easy jog

Cool down 0.5 km


2: Mid long run 13 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 10 km @ 6:15-6:30 min/km

Cool down 1 km


3: Easy run 9 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 8 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 1 km


4: Long run 16 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 13 km @ 6:30-6:40 min/km

Cool down 1 km


Week 3 (Total 50 km)

1: Mid long run 13 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 11 km @ 6:20-6:30 min/km

Cool down 5 min


2: Run 10 km (Tempo)

Warm 1 km + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

Run 8 km tempo @ 5:30-5:35 min/km

Cool down 1 km


3: Easy run 10 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 9 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 5 min


4: Long run 17 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 14 km @ 6:30-6:40 min/km

Cool down 1 km


Week 4 (Total 40 km)

1: Tempo 10 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 2 x 3 km @ 5:20 min/km (easy jog 0.5 km between sets)

Cool down 1 km


2: Run 8 km (speed session)

Warm 3 km + dynamic & static stretching + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

5 sets of 0.8 km @ 5:00 min/km + 2 min rest between sets

Cool down 1 km


3: Easy run 7 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 6 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 5 min


4: Long run 15 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 13 km @ 6:30-6:40 min/km

Cool down 5 min


Week 5 (Total 48 km)

1: Mid long run 14 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 11 km @ 6:30 min/km

Cool down 1 km


2: Run 9 km (Speed session)

Warm 2 km + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

4 sets of

1km @ 5:10-5:20 min/km + 0.5 km easy jog

Cool down 1 km


3: Easy run 8 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 6 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort )

Cool down 1 km


4: Long run 17 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 14 km @ 6:40 min/km

Cool down 1 km


Week 6 (Total 52 km)

1: Mid long run 14 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 11 km @ 6:15-6:30 min/km

Cool down 1 km


2: Run 11 km (8 km Tempo)

Warm 2 km + stertching

Tempo Run 8 km @ 5:20-5:30 min/km

Cool down 1 km


3: Easy run 9 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 8 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 1 km


4: Long run 18 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 15 km @ 6:40 min/km

Cool down 1 km


Week 7 (Total 60 km)

1: Mid long run 14 km

Warm 2 km + stretching

Run 12 km at pace 6:10-6:20 min/km

Cool down 5 min


2: Run 12 km ( 10 km time trial)

Warm 1 km + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

Run 10 km time trial (should finish under 56 minutes)

Cool down 1 km


3: Easy run 9  km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 8 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 5 min


4: Long run 25 km ( 2 km race pace)

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 10 km @ 6:40 min/km

Run 10 km @ 6:30 min/km

Run 2 km @ 5:30-5:40 min/km

Cool down 1 km


Week 8 (Total 45 km)

1: Tempo 10 km

Warm 3 km + dynamic & static stretching

Run 2 x 3 km @ 5:20 min/km (easy jog 0.5 km between sets)

Cool down 1 km


2: Run 9 km (speed session)

Warm 3 km + dynamic & static stretching + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

5 sets of 1 km @ 5:00 min/km + 3-4 min rest between sets

Cool down 1 km


3: Easy run 7 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 6 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 1 km


4: Long run 18 km (2 km race pace)

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 14 km @ 6:10-6:20 min/km

Run 2 km @ 5:30-5:40 min/km

Cool down 5 min


Week 9 (Total 63 km)

1: Run 12 km (Speed session)

Warm 2 km + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

4 sets of

2 km @ 5:30 min/km + 0.5 km easy jog

Cool down 5 min


2: Mid long run 16 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 12 km @ 6:20 min/km

Run 2 km @ 5:35 min/km

Cool down 5 min


3: Easy run 10 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 8 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort )

Cool down 1 km


4: Long run 25 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 13 km @ 6:40 min/km

Run 2 km @ 5:35 min/km

Cool down 5 min


Week 10 (Total 67 km)

1: Mid long run 14 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 11 km @ 6:15-6:30 min/km

Cool down 1 km


2: Run 11 km (8 km Tempo)

Warm 2 km + stertching

Tempo Run 8 km @ 5:20-5:30 min/km

Cool down 1 km


3: Run 9 km (Speed session)

Warm 3 km + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

6 sets of

0.8 km in 4 min rest 2 min between sets

Cool down 1.2 km


4: Easy run 8 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 7 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 5 min


5: Long run 25 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 10 km @ 6:40 min/km

Run 10 km @ 6:30 min/km

Run 2 km @ 5:35 min/km

Cool down 1 km


Week 11 (Total 72 km)

1: Mid long run 15 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 6 km @ 6:30 min/km

Run 6 km @ 6:20 min/km

Cool down 1 km


2: Run 12 km (Tempo)

Warm 3 km + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

Run 8 km tempo @ 5:40 min/km

Cool down 1 km


3: Run 9 km (Speed session)

Warm 2 km

3 sets of

1.5 km @ 5:30 min/km + 0.5 km easy jog

Cool down 1 km


4: Easy run 8 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 7 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 5 min


5: Long run 28 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 20 km @ 6:30-6:40 min/km

Run 3 km @ 5:40 min/km

Cool down 1 km


Week 12 (Total 45 km)

1: Easy run 9 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 8 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 5 min


2: Tempo 10 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 3 x 2 km @ 5:30 min/km (easy jog 0.5 km between sets)

Cool down 0.5 km


3: Run 10 km (speed session)

Warm 3 km + dynamic & static stretching + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

6 sets of 0.8 km @ 5:00-5:10 min/km + 0.2 km easy jog (2-3 min )

Cool down 1 km


4: Long run 15 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 4 km @ 6:40 min/km

Run 4 km @ 6:30 min/km

Run 4 km @ 6:20 min/km

Cool down 1 km


Week 13 (Total 75 km)

1: Run 11 km (Speed session)

Warm 2 km


3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

Drills (High knees , Low Knees, Kick Back)


6 sets of

1 km @ 5:00 min/km + 0.5 km easy jog


Cool down 5 min


2: Mid long run 15 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 10 km @ 6:30 min/km

Run 3 km @ 5:35 min/km

Cool down 5 min


3: Tempo Run 9 km

Warm 1 km + dynamic & static stretching

Run 2 x 4 km @ 5:30-5:35 min/km rest 2-3 min between sets

Cool down 5 min


4: Easy run 10 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 8 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort )

Cool down 1 km


5: Long run 30 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 10 km @ 6:40-6:50 min/km

Run 10 km @ 6:30-6:40 min/km

Run 5 km @ 6:20-6:30 min/km

Run 2 km @ 5:35 min/km

Cool down 1 km


Week 14 (Total 80 km)

1: Mid long run 18 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 15 km @ 6:15-6:30 min/km

Cool down 1 km


2: Run 12 km (8 km Tempo)

Warm 3 km + stretching

Tempo Run 8 km @ 5:20-5:30 min/km

Cool down 1 km


3: Run 10 km (Speed session)

Warm 3 km + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)


4 sets of

1 km in 5:00-5:10 min + jog 0.5 km


Cool down 1 km


4: Easy run 8 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 7 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 5 min


5: Long run 32 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 10 km @ 6:50 min/km

Run 10 km @ 6:40 min/km

Run 8 km @ 6:30 min/km

Run 2 km @ 5:35 min/km

Cool down 1 km


Week 15 (Total 44 km)

1: Mid long run 14 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 6 km @ 6:30 min/km

Run 6 km @ 6:20 min/km

Cool down 5 min


2: Run 12 km (Tempo)

Warm 3 km + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

Run 8 km tempo @ 5:25-5:30 min/km

Cool down 1 km


3: Run 10 km (Speed session)

Warm 3 km + drills

4 sets of

1 km @ 5:00 min/km + 0.5 km easy jog

Cool down 1 km


4: Easy run 8 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 7 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 5 min


Week 16 (Total 67 km)

1: Easy run 8 km

Warm 1 km + drill (high knee, low knee, kick back)

Run 7 km easy (run by feel 50-60%of maximum effort)

Cool down 5 min


2: Tempo 9 km

Warm 2 km + dynamic & static stretching

Run 3 x 2 km @ 5:20 min/km (easy jog 0.5 km between sets)

Cool down 1 km


3: Run 8 km (speed session)

Warm 3 km + dynamic & static stretching + 3 sets of leg lunges (forward, backward, side)

4 sets of 0.8 km @ 5:00-5:10 min/km + 0.2 km easy jog (2-3 min )

Cool down 1 km


Marathon Race Day !!!

ที่มา: https://46.tc-triathlon.com/marathon-training-plan/

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ใช้ Running Power วิ่งมาราธอนได้ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

 POSTED ON 30/10/2019 BY VINA SPORTS

การวิ่งให้ได้เวลาต่ำกว่าสามชั่วโมงในการวิ่งมาราธอนนั้นเป็นเป้าหมายที่ใครหลายคนฝันไว้ และเป็นการก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองที่มหัศจรรย์มาก ไม่ใช่แค่เพียงความมุ่งมั่นพยายามหรือความทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมของคุณเท่านั้น คุณจะต้องรู้ว่าระยะทางที่เหมาะสมกับคุณ และปริมาณการฝึกซ้อมเท่าใดถึงจะเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของการวิ่งของคุณให้ออกมาได้ในการแข่งขัน


ผมสามารถวิ่งได้ต่ำกว่าสามชั่วโมง Sub-3 ในการแข่งขันลอนดอนมาราธอน ในปี 2014 ผมฝึกซ้อมเป็นอย่างหนักและพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า สำหรับการที่จะดึงความสามารถของผมออกมาแต่ก็ไม่สามารถทำได้มันมีวิธีการที่สบายกว่านั้นที่อยู่ระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลวของคุณเมื่อคุณวิ่งเข้าใกล้กับขีดจำกัดของคุณและคุณกำลังถามตัวเองว่าต้องการที่จะดึงระดับความสามารถของตัวคุณเองขึ้นมาเพื่อให้ใกล้เคียงกับระดับความสามารถสูงสุดของนักกีฬาที่จะสามารถที่จะทำได้ แต่จริงๆแล้วการฝึกที่มีประสิทธิภาพนั่นก็คือการฝึกอย่างเหมาะสมและปราศจากอาการบาดเจ็บ ร่างกายมีความพร้อมที่จะอยู่หลังเส้นปล่อยตัวในสภาพที่พร้อมสำหรับการแข่งขัน และวิ่งมันอย่างฉลาดในวันที่แข่งขัน บ่อยครั้งที่ผมวิ่งได้ระยะทางประมาณ 28 กิโลเมตรที่ระยะเวลา 2:50 ชั่วโมง และเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 15 นาที หรือแย่กว่านั้น ผมเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อผมเริ่มใช้นาฬิกา Polar Vantage V ที่มาพร้อมกับ Running Power ที่ข้อมือ การวัดพลังในการวิ่ง Running Power ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกซ้อม การฟื้นสภาพ ข้อมูลการนอนหลับ และผมต้องการค้นหาว่าทำไมอุปกรณ์ที่ทันสมัยนี้จะช่วยให้ผมทำสถิติที่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงได้อย่างไร นั่นคือสาเหตุที่ Project Power จึงได้เกิดขึ้น


PROJECT POWER

การทำงานร่วมกับ Polar Vantage V หรือผมให้ฉายาว่า Polar Coach ในการวางแผนของผมในการฝึกซ้อมด้วยการใช้ข้อมูลจาก Polar Running Power,Cardio Load, Muscle Load และข้อมูลการพักผ่อน จากการวัดประสิทธิภาพในการนอนหลับ การติดตามอัตราการเต้นของหัวใจตลอดทั้งวัน ในระยะเวลาการฝึกของผมเพียง 12 สัปดาห์ ทำให้ผมสามารถทำสถิติในการวิ่งได้ต่ำกว่า สามชั่วโมง


เริ่มต้นกับการทดสอบ Baseline

ผมเริ่มต้นการทดสอบด้วยการทดสอบปริมาณกรดแลกติก โดยการวิ่งที่ระยะทาง 800 เมตร ในสนามจากนั้นค่อยๆเพิ่มความหนักขึ้น ในขณะที่ผมทดสอบผมใช้นาฬิกา Polar Vantage V และสายคาดหน้าอก Polar H10 ในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ในแต่ละรอบของการทดสอบ ทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเซนต์แมรี่ ลอนดอน ทำการเจาะเลือดที่ใบหูของผมเพื่อวัดปริมาณกรดแลกติก ในเลือด จากต้องนี้ ข้อมูลที่เราได้นั้นสามารถหาระดับปริมาณจุดเริ่มล้าของผมได้ เพื่อใช้ในการกำหนดโซนในการฝึกซ้อม


การใช้ข้อมูลของพลังในการวิ่ง Running Power ที่วัดจากนาฬิกา Polar Vantage V นั้นสามารถทำให้เราเซตโซนของพลังใยนการฝึกซ้อมได้ โดยแบ่งเป็นโซนตั้งแต่โซน คงที่ ที่จุดเริ่มล้า หรือโซนแบบหนักสลับเบา Interval



ในทางปฏิบัติ ผมจะใช้ข้อมูลสามตัว ในการติดตามความหนักในการฝึกซ้อมประกอบด้วย

  • อัตราการเต้นของหัวใจ
  • พลัง
  • เพซ ในการวิ่ง

ข้อมูลทางสถิติจากการทดสอบนั้นมีค่ามากกว่าที่จะบอกแค่ว่าฉันมีความสามารถในการรักษาจังหวะในการวิ่งเพื่อการทำเวลาได้ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง แต่ยังบอกถึงว่าจะใช้เวลาในการวิ่ง 26.2 ไมลล์ด้วยเพซเท่าใด อีกด้วย จากข้อมูลที่ได้จากการทดสอบนี้ ผมใช้ข้อมูลเพื่อการออกแบบโปรแกรมในการฝึกซ้อมของผม


THE SUB-3 TRAINING PLAN

แผนการฝึกซ้อมข้องผมนั้นใช้เวลาในการฝึกซ้อม 12 สัปดาห์ ด้วยการฝึกหนักตามเกณฑ์ความสามารถในการวิ่งของผมจากการทดสอบ เริ่มต้นสัปดาห์ในการฝึก วันอังคารและพฤหัสบดี สำหรับการฝึกที่จุดเริ่มล้าและการฝึกวิ่งขึ้นภูเขา Hill Sprints ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ รวมทั้งการฝึกเพื่อพัฒนาความแข็งแรง ในวันที่ฉันพัก หรือไม่ต้องออกไปซ้อมวิ่ง ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ผมจะใช้เพียงอัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวกำหนดความหนักการฝึกเพียงอย่างเดียว แต่ในตอนนี้ผมใช้ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจและพลังในการวิ่ง Running Power ในการฝึกซ้อมของผม เพราะว่าพลังนั้นจะเป็นตัวที่บ่งบอกความสามารถของการวิ่งได้ทันที ในขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจจะเปลี่ยนแปลงช้ากว่าพลังในการวิ่ง ซึ่งเมื่อเราใช้ทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน จะช่วยบอกว่าระดับการฝึกซ้อมที่ผมฝึกอยู่ในขณะนั้นมีความถูกต้อง และเหมาะสมเพียงใดนั่นเอง การติดตามข้อมูลทั้งสองค่านั้น จะช่วยให้ผมปรับปรุงให้ได้ความสามารถสูงสุดตามโปรแกรมการฝึกซ้อมในทุกๆนาที



บทสรุปของการวิ่งที่ขีดจำกัดของเรา

ผมวิ่งได้ระยะทาง 190 ไมล์ในสามวัน ตามแม่น้ำเทมส์ เริ่มต้นจากทะเล และผมพบว่าผมรู้ว่าจะต้องบริหารจัดการโหลดในการฝึกซ้อมอย่างระมัดระวัง โดยปกติแล้วผมจะทำการทดสอบการฝึกเกิน Orthostatic Tests หนึ่งครั้งทุกๆสามวัน โดยการใช้สายคาดหน้าอก Polar H10 และผมสามารถติดตามว่าร่างกายของผมสามารถฟื้นสภาพได้ปกติและ บริหารจัดการโหลดในการฝึกซ้อมได้


ข้อมูลนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพียงไม่กี่สัปดาห์ในการฝึกซ้อมตามแผน ผมออกนอกโปรแกรมการฝึกซ้อม ทุกสิ่งทุกอย่างผิดแผนไปเสียเกือบหมด ผมพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาระดับพลังในการวิ่ง Running Power ร่างกายของผมเหมือนอยู่ในสภาวะขวัญกระเจิง จากการที่ออกนอกแผน ผมโทรหาโค้ชของผมและกลับไปดูข้อมูลใน Polar Flow


อะไรที่เราเห็น ผมเห็นตัวผมในสภาวะสุดเอื้อม Overreaching กราฟของผมขึ้นไปถึงโซนสีส้มใน Polar Flow Training load และเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บ โค้ชของผมเห็นแล้วบอกว่า ระดับการฝึกซ้อมในเซสชั่นนั้นดูสูงเกินไป เราปรับโปรแกรมการฝึกซ้อมลง รักษารูปแบบของการวิ่ง ปรับความหนักลง แต่ใช้การวิ่งช้าๆรอบๆสนามเพื่อการฟื้นสภาพแทน เมื่อปรับโหลดในการฝึกซ้อมลงแล้ว ผมกลับมาอยู่ในโซนสีเขียว รู้สึกว่าร่างกายและจิตใจของผมกลับคืนมาแล้ว ปริมาณโหลดในการฝึกซ้อม Training Load และ ข้อมูลการฟื้นสภาพนั้น จะช่วยให้คุณมีข้อมูลสนับสนุนและไปถึงเป้าหมายได้ อย่างรวดเร็ว


MASTERING HILL RUNNING WITH POWER

ส่วนมากการฝึกซ้อมของผมจะทำใน New Forest ที่ที่มีถนนและทางวิ่งไปรอบๆ การวิ่งบนภูเขาอัตราการเต้นของหัวใจนั้นไม่สามารถบ่งบอกถึงความหนักในการฝึกซ้อม เพราะอัตราการเต้นของหัวใจจะเปลี่ยนแปลงช้ากว่าการวิ่ง การวิ่งขึ้นไปบนเขาที่เพซเดียวกับการวิ่งบนพื้นราบความหนักย่อมไม่เท่ากันแน่นอน ดังนั้นโค้ชจะวางแผนการฝึกซ้อมด้วย อัตราการเต้นของหัวใจเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยการวัดพลังในการวิ่ง ประกอบในการวางแผนในการฝึกการวิ่งขึ้นเขา ด้วย เพราะว่าพลังนั้นจะแสดงข้อมูลจริงๆ เมื่อคุณออกแรงเพื่อถีบตัวเองขึ้นไปสู่ยอดเขา และแน่นอนว่า เพซของคุณก็จะต้องเพิ่มขึ้นกว่าการที่คุณวิ่งบนพื้นราบอย่างแน่นอน


เข้าใกล้เป้าหมายของคุณ

จากการเข้าโปรแกรมเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผมสามารถใช้ค่า Running Index ในการติดตามพัฒนาการของตัวผม โดยค่าเฉลี่ยของ Running Index ของผมนั้นกระโดด จาก 57 ไปยัง 66 ในระยะเวลาอันสั้น เพียง 12 สัปดาห์ เมื่อดูเรื่องการของประมาณการเวลาในการวิ่ง ทำให้ผมยิ่งมั่นใจได้ว่า สถิติในการวิ่งของผมนั้นเข้าใกล้ระยะเวลา ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงในการวิ่งมาราธอนไปทุกวันแล้ว


สิ่งสำคัญอื่นๆนอกจากนี้คือ การนอนหลับของผม ข้อมูลจาก Polar Vantage V แสดงให้เห็นว่า ผมมีความต่อเนื่องในการหลับไม่เพียงพอ นั่นคือมีการถูกรบกวนในช่วงที่ผมมีการหลับ ผมแก้ไขปัญหาในการนอนหลับของผม เพื่อช่วยให้ร่างกายนั้นมีการฟื้นสภาพได้อย่างเต็มที่


การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่

ภายหลังจากการฝึกซ้อมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผมทดสอบ Project Power ของผมที่ Seville Marathon สิบวันก่อนการแข่งขัน ผมป่วยเป็นหวัดอีกครั้ง และ Vantage ก็ให้ข้อมูลที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ด้วยการทดสอบ Orthostatic test และการวิ่งเบาๆ 30 นาที เพื่อเพิ่มการฟื้นตัวของร่างกาย ถ้าผมนอนพักไปเรื่อยๆ จนถึงวันก่อนที่จะแข่งขัน อัตราการเต้นของหัวใจของผมคงจะรบกวนการวิ่งของผมแน่นอน



เมื่อถึงวันแข่งขัน ผมตั้งค่า Polar Vantage V เป็นหน้าจอแสดงข้อมูลพลังในการวิ่ง Running Power อัตราการเต้นของหัวใจ และเพซในการวิ่ง การใช้ข้อมูลร่วมกันทั้งสามอย่างนี้ทำให้ผมวิ่งได้อย่างฉลาด คงที่ต่อเนื่องและป้องกันความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการวิ่งเร็วเกินไป ในที่สุดผมก็สามารถวิ่งได้ เวลาที่ดีที่สุดของผมคือ 2:57:05 ซึ่งต่ำกว่า 3 ชั่วโมงได้สำเร็จ และเป็นสถิติที่ดีที่สุดของตัวผม ในการวิ่งมาราธอน 41 ครั้งที่ผ่านมา โดยผมเริ่มเจ็บที่ไมลล์ที่ 22 แต่ไม่โดน Blow up ที่ 18 ไมลล์ เพราะผมควบคุมการวิ่งของผมได้ตามแผนที่ว่างไว้


For more running tips by Kieran Alger, check out his blog Man v Miles.

ที่มา: https://vinasport.co.th/running-power-run-sub-3-marathon/