เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอปัญหาว่าเวลาที่วิ่งออกกำลังกาย แล้วรู้สึกจุกท้อง จุกลิ้นปี่ จนทนไม่ไหวต้องหยุดวิ่งไปเสียอย่างนั้น วันนี้เราจึงมีเทคนิคดี ๆ มาแนะนำกัน เพื่อที่จะช่วยให้คนที่อยากวิ่งออกกำลังกาย ได้วิ่งออกกำลังอย่างที่ตั้งใจโดยไม่มีการจุกท้องมาเป็นอุปสรรคในการวิ่งกัน
1.กินนิดๆ หน่อยๆ ก่อนออกกำลังกาย
หากคุณทานอาหารแล้วออกไปวิ่งทันทีอาจทำให้คุณมีอาการจุกท้องได้ โดยคุณจะทานก่อนออกวิ่งซักประมาณ 2 ชั่วโมงและควรทานเป็นมื้อย่อย ๆ แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตสูง และอาหารไขมันสูง เนื่องจากอาหารเหล่านี้จะใช้เวลาในการย่อยค่อนข้างนาน ซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกจุกท้องในระหว่างที่วิ่งได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแก๊สเยอะ ๆ ซึ่งกินแล้วจะทำให้แน่นท้องอย่างน้ำอัดลม บรอกโคลีและถั่ว
2.วอร์มอัพก่อนออกวิ่ง
การวอร์มจะช่วยเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อก่อนที่จะออกกำลังกาย หากมีการยืดเส้นยืดสายให้เอ็นและกล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นเสียก่อนก็จะออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้แล้วการวอร์มอัพก่อนออกกำลังกายยังจะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้อาหารที่ตกค้างในกระเพาะถูกย่อยจนหมด จึงช่วยให้อาการจุกท้อง จุกลิ้นปี่ในขณะวิ่งลดน้อยลง
3.ขณะวิ่งต้องหายใจอย่างถูกวิธี
การหายใจขณะวิ่งอย่างถูกต้อง จะต้องหายใจเข้าทางจมูก และปล่อยลมหายใจออกมาพร้อมกันทั้งทางจมูกและทางปาก ปล่อยลมหายใจให้เป็นไปตามธรรมชาติ และพยายามหายใจด้วยท้อง โดยการสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอดจนท้องขยายออก และใช้การแขม่วท้องบังคับลมให้ออกมา เนื่องจากอาการจุดเสียดขณะวิ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการหายใจผิดวิธีนั่นเอง
4.ปรับท่าในการวิ่ง
ท่าวิ่งบางท่าอย่างเช่นการเอนลำตัวช่วงบนไปด้านหน้ามากจนเกินไป อาจทำให้เกิดอาการจุกเสียดในขณะที่วิ่งได้ จึงควรปรับท่าวิ่งให้ถูกต้องโดยยืดหลังให้ตรงขณะวิ่ง ให้ศีรษะตั้งตรง ตามองตรงไปทางด้านหน้า ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะลงมาที่หัวไหล่ สะโพก จนถึงพื้นเป็นเส้นตรง ลำตัวยืดตรงไม่โน้มไปด้านหน้าหรือเอนไปด้านหลัง
5.เพิ่มความแข็งแรงให้ช่วงลำตัว
นอกจากกล้ามเนื้อช่วงล่างแล้ว กล้ามเนื้อช่วงลำตัว ไม่ว่าจะเป็น กล้ามเนื้อท้อง หลัง และสะโพก ก็เป็นส่วนที่จะต้องถูกใช้งานค่อนข้างที่จะหนักในการวิ่ง เราจึงควรเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อส่วนนี้ด้วยเพื่อที่จะช่วยให้วิ่งสบายมากขึ้น
ใครที่อยากจะวิ่งออกกำลังกาย แต่ก็มีปัญหาจุกท้อง จุกลิ้นปี่อยู่เป็นประจำ ก็ให้ลองเอาเทคนิคที่เราแนะนำไปใช้ดูนะ จะได้ออกวิ่งทุกวันและมีหุ่นดีฟิตแอนด์เฟิร์มยังไงล่ะ
ขอขอบคุณภาพ :istock
ที่มา : https://www.sanook.com/women/93223/
วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ผลงานการแข่งขันหัวหินมาราธอน 2018 (ลำดับ 6)
รีวิวงาน
http://my3.raceresult.com/97680/
Pace
สภาพร่างกาย ก่อนวิ่งวอร์มอัพ 30 นาทีได้ครบทุกท่า นอนหลับสนิท 4 ชม. โหลดครบ ขับถ่ายดี
หลังวิ่งปกติดีมาก ยืดเหยียดได้ครบด้วย 5 ท่าของหมอเมย์
Time Line
- น้ำท่า ผลไม้ เกลือแร่ อุดมสมบูรณ์
- เส้นทางวิ่งสวยงาม มีวิ่งชายหาด 7 km. (34K-41K), วิ่งเลียบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า, วิ่งบนทางจักรยาน ที่เหลือวิ่งเข้าเมืองเป็นถนนยางมะตอย 100%
- อาหารหลังวิ่งเสร็จจัดว่าแย่ มีแต่ข้าวไข่เจียวซ่ะส่วนใหญ่
- สถานที่พอดีกับปริมาณนักวิ่ง 3000 ชีวิต ไม่แออัด ที่จอดรถพอเพียง แม้ไม่มีรถเวียนให้บริการ
- มาราธอนปล่อยตัวตรงเวลาไม่มีพิธีการ แต่ระยะมินิแฟนว่าพิธีการยาวไป
- อากาศดี มีลมทะเลพัดตลอด ยกเว้นช่วงในเมืองอบอ้าว
- ความปลอดภัยของเส้นทางดีเยี่ยม
- ความท้าทายของเส้นทางคือชายหาด
- ชอบเส้นทางจักรยานที่สวย เรียบง่าย ใครว่าแคบก็ช่างเขา
- ผ่านไป 3-4 วันก็ยังจำเส้นทางวิ่งได้ทั้งรูท
- สปิริตของผู้จัดคือ มีการยกเลิกรางวัลของอันดับ 1 และ 5 เนื่องจากไม่ผ่าน Check Point
- วางแผนงานเยี่ยมมากโดยมีการวางจุด Check Point 3 จุดสำคัญๆ
- ผมให้คะแนน 9 เต็ม 10
😄 4:29:09 ชม. (New Record)
http://my3.raceresult.com/97680/
Pace
- 34K - 41K วิ่งชายหาด ด้วย เพซ 7.34 (ปกติ 7.00)
- 37K แรก เพซ 6.14 ดีมาก !!!
- 2K แรก วิ่งช้ามากใช้เวลาไป 16 นาที หันกลับไปมองน่าจะอยู่กลุ่มนักวิ่ง 30 คนสุดท้าย
- วิ่ง Zone 2 ทั้งรูท ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อยล้ากล้ามเนื้อ มีช่วงหนึ่งรู้สึกว่าวิ่งแบบขาฟรี (ยกเว้นช่วง 36K - 38K)
- โหลดคาร์ปด้วยข้าวหมาก
- โหลดโปรตีนด้วยเนื้อแดดเดียว 3 ขีด 100 บาท
สภาพร่างกาย ก่อนวิ่งวอร์มอัพ 30 นาทีได้ครบทุกท่า นอนหลับสนิท 4 ชม. โหลดครบ ขับถ่ายดี
หลังวิ่งปกติดีมาก ยืดเหยียดได้ครบด้วย 5 ท่าของหมอเมย์
Time Line
- 1:00 ตื่นนอน เตรียมตัว
- 1:40 ล้อหมุน
- 2:00 นวดยา
- 2:30 วอร์มอัพ
- 3:00 START
- 7:30 FINISH ยืดเหยียด กินอาหาร
- 8:30 เดินทางกลับที่พัก
วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
รายละเอียดงานวิ่งหัวหินมาราธอน 2018 ลำดับที่ 6
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เทศบาลเมืองหัวหิน และ ชมรมพิทักษ์หัวหินฯ
ขอเชิญร่วมวิ่งมาราธอนนานาชาติ
ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
หัวหินมาราธอน (ครั้งที่ 1)
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561
จุดเริ่มต้นและเส้นชัย ณ ลานหน้าวัดเขาไกรลาศ, อำเภอหัวหิน, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
มาราธอน 42.195 กม. *(Cut-Off 7 ชั่วโมง)
ปล่อยตัวเวลา 03.00 น. ค่าสมัคร 1,200 บาท/คน
*(บันทึกสถิติด้วย Timing chips)
ชาย อายุ 18-39 / 40-49 / 50 ปีขึ้นไป
หญิง อายุ 18-39 / 40-49 / 50 ปีขึ้นไป
เส้นทางวิ่ง
เหรียญรางวัล
เสื้อสามารถ
Official Website : http://www.huahinmarathon.com/
วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ประโยชน์ของการวิ่ง วิธีออกกำลังกายง่ายๆ ที่ไม่ต้องลงทุนแพง
ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ มีผู้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการออกกำลังกายและการลดน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น เพราะเล็งเห็นถึงประโยชน์ด้านสุขภาพ และยังได้หุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มเป็นของแถม โดยการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็คือ การวิ่งออกกำลังกายนั่นเอง เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย เพียงมีรองเท้าผ้าใบ 1 คู่ ก็สามารถวิ่งได้แบบสบาย ๆ แล้ว นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้ว การวิ่งออกกำลังกายยังมีประโยชน์อีกมากมาย มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง
ป้องกันการเกิดโรคร้าย
สำหรับผู้หญิงที่วิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ และยังช่วยลดไขมันส่วนเกิน ที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาการอุดตันของไขมันในหลอดเลือดทั้งสมองและหัวใจที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการสูบฉีดโลหิตภายในร่างกาย ทำให้หัวใจ ปอด และอวัยวะอื่น ๆ มีความแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม
เสริมภูมิต้านทานให้มากขึ้น
การวิ่งออกกำลังกาย ถือเป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาใด ๆ เลย เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของการลดคอเลสเตอรอลแล้ว ยังช่วยเพิ่มความจุปอดได้ดียิ่งขึ้น (นักว่ายน้ำ และนักดนตรีเครื่องเป่า จึงต้องวิ่งก่อนซ้อมเสมอ) เมื่อปอดแข็งแรง ภูมิต้านทานของร่างกายก็จะแข็งแรงตามไป สังเกตได้เลยว่าเมื่อเริ่มวิ่งแล้ว อาการเจ็บป่วยก็จะค่อย ๆ น้อยลง ใครที่ชอบเป็นภูมิแพ้ ก็จะไม่ค่อยแสดงอาการ
ช่วยบรรเทาความเครียด
เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียดมาก ๆ ก็จะมีการหลั่งฮอร์โมน "คอร์ติซอล" ออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบย่อยอาหาร และเรื่องของการนอนหลับ เมื่อร่างกายได้ผ่อนคลายความเครียดด้วยการไปวิ่งออกกำลังกาย ก็จะช่วยลดฮอร์โมนส่วนเกินและพลังงานบางส่วน ทำให้รู้สึกหิว และนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
ช่วยเพิ่มความมั่นใจ
เพราะการวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยสลายไขมันส่วนเกินที่เกาะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเอว ต้นขา หน้าท้อง แขน ทำให้หุ่นของขึ้นดีขึ้นอย่างชัดเจน และยังช่วยเรียกความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตัวเองได้อีกด้วย ยิ่งถ้าได้ลองวิ่งมาราธอนจบโปรแกรมดูสักครั้ง คุณจะรู้สึกนับถือและเห็นคุณค่าในตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วย
ใครที่ยังขี้เกียจ หรือกำลังมองหาวิธีลดน้ำหนักแบบดี ๆ ที่แฝงประโยชน์มากมาย ก็ควรใส่ถุงเท้า และรองเท้าผ้าใบออกสตาร์ทตั้งแต่วันนี้เลย แล้วมารอดูผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน
ขอขอบคุณภาพ :istock
ที่มา : https://www.sanook.com/women/97051/
ป้องกันการเกิดโรคร้าย
สำหรับผู้หญิงที่วิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ และยังช่วยลดไขมันส่วนเกิน ที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาการอุดตันของไขมันในหลอดเลือดทั้งสมองและหัวใจที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการสูบฉีดโลหิตภายในร่างกาย ทำให้หัวใจ ปอด และอวัยวะอื่น ๆ มีความแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม
เสริมภูมิต้านทานให้มากขึ้น
การวิ่งออกกำลังกาย ถือเป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาใด ๆ เลย เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของการลดคอเลสเตอรอลแล้ว ยังช่วยเพิ่มความจุปอดได้ดียิ่งขึ้น (นักว่ายน้ำ และนักดนตรีเครื่องเป่า จึงต้องวิ่งก่อนซ้อมเสมอ) เมื่อปอดแข็งแรง ภูมิต้านทานของร่างกายก็จะแข็งแรงตามไป สังเกตได้เลยว่าเมื่อเริ่มวิ่งแล้ว อาการเจ็บป่วยก็จะค่อย ๆ น้อยลง ใครที่ชอบเป็นภูมิแพ้ ก็จะไม่ค่อยแสดงอาการ
ช่วยบรรเทาความเครียด
เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียดมาก ๆ ก็จะมีการหลั่งฮอร์โมน "คอร์ติซอล" ออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบย่อยอาหาร และเรื่องของการนอนหลับ เมื่อร่างกายได้ผ่อนคลายความเครียดด้วยการไปวิ่งออกกำลังกาย ก็จะช่วยลดฮอร์โมนส่วนเกินและพลังงานบางส่วน ทำให้รู้สึกหิว และนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
ช่วยเพิ่มความมั่นใจ
เพราะการวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยสลายไขมันส่วนเกินที่เกาะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเอว ต้นขา หน้าท้อง แขน ทำให้หุ่นของขึ้นดีขึ้นอย่างชัดเจน และยังช่วยเรียกความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตัวเองได้อีกด้วย ยิ่งถ้าได้ลองวิ่งมาราธอนจบโปรแกรมดูสักครั้ง คุณจะรู้สึกนับถือและเห็นคุณค่าในตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วย
ใครที่ยังขี้เกียจ หรือกำลังมองหาวิธีลดน้ำหนักแบบดี ๆ ที่แฝงประโยชน์มากมาย ก็ควรใส่ถุงเท้า และรองเท้าผ้าใบออกสตาร์ทตั้งแต่วันนี้เลย แล้วมารอดูผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน
ขอขอบคุณภาพ :istock
ที่มา : https://www.sanook.com/women/97051/
วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ฝ่าแนวต้าน 50 นาที ระยะมินิมาราธอน
บทความนี้ เหมาะสำหรับ นักวิ่งระยะ 10 กม. ที่มีประสบการณ์พอสมควร และตั้งใจจะกดเวลาให้ต่ำกว่า 50 นาที
นักวิ่งจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่ง และความอึดควบคู่กันไป ก่อนอื่นมาหาค่า อัตราการเต้นหัวใจสูงสุดของแต่ละคนก่อนครับ ด้วยวิธีการเอา 220 ลบด้วย อายุ แล้วนำค่าที่ได้มาลบด้วย อัตราการเต้นหัวใจปกติของเรา (ควรเช็คตอนที่เพิ่งตื่นนอน) เช่น คุณถึกทุยอายุ 40 ปี อัตราชีพจรปกติเท่ากับ 60 ถ้าจะต้องลงคอร์ทด้วยความเร็ว 95% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด จะคำนวณได้ดังนี้
220 – 40 (อายุของคุณถึกทุย) = 180
180 – 60 (ชีพจรปกติของคุณถึกทุย) = 120
95% ของ 120 = 114
114 + 60 (ชีพจรปกติของคุณถึกทุย) = 174
ดังนั้นเวลาฝึกความเร็ว คุณถึกทุยต้องยึดอัตราการเต้นของหัวใจที่ 174
และการพัก ก่อนลงคอร์ทต่อ คุณถึกทุยจะต้องรอให้อัตราการเต้นหัวใจ ลงมาที่ 60% คำนวณได้ดังนี้
60% ของ 120 คือ 76
76 + 60 (ชีพจรปกติของคุณถึกทุย) = 136
นั่นหมายความว่า คุณถึกทุย ต้องรอให้ชีพจรลงมาที่ 136 ก่อนวิ่งเที่ยวต่อไป
การเช็คอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด มีความสำคัญเฉพาะ ตอนที่เรานำมาปรับใช้เวลาเราต้องลงคอร์ท เพื่อความเหมาะสมของนักวิ่งแต่ละคน
ก่อนการซ้อมทุกครั้ง นักวิ่งต้องอบอุ่นร่างกาย ด้วยการวอร์มแบบมีการเคลื่อนไหวประมาณ 10 นาที และ เมื่อซ้อมเสร็จต้องยืดเหยียดอีก 10 นาที
การลงคอร์ทเราเลือกวันไหนก็ได้ แต่ข้อสำคัญก็คือ วันถัดมาต้องซ้อมเบาๆ หรือ พักหนึ่งวัน การพักเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก ถ้าวันไหนจะต้องลงคอร์ทแล้วรู้สึกเพลีย เมื่อยล้า ก็เปลี่ยนการซ้อมเป็นแบบวิ่งเบาๆ หรือหยุดไปเลยก็ได้ แล้วไปลงคอร์ทวันอื่นแทน จงฟังเสียงของร่างกาย เพราะร่างกายไม่ไหว เขาก็จะฟ้องเราเอง และห้ามวิ่งเด็ดขาดถ้าคุณป่วยไข้
• ตารางฝึกซ้อม
วันจันทร์ วิ่ง 50 นาที เบาๆ
วันอังคาร วิ่ง 5 เที่ยวๆละ 4 นาที ด้วยความเร็ว ที่มากกว่าความเร็วขณะแข่งขัน
วันพุธ ออกกำลังด้วยกิจกรรมอื่นๆนอกจากการวิ่ง เช่น เดิน ว่ายน้ำ จักรยาน
วันพฤหัส วิ่งเบา 16 นาที / วิ่งคอร์ท 12 นาที / วิ่งเร็ว 2 นาที ด้วยความเร็วกว่าความเร็วขณะแข่งขัน/ วิ่งเบา 16 นาที / วิ่งคอร์ท 12 นาที / วิ่งเร็ว 2 นาที ด้วยความเร็วกว่าความเร็วขณะแข่งขัน / วิ่งเบา 10 นาที
วันศุกร์ พัก
วันเสาร์ วิ่ง 40 นาที เบาๆ
วันอาทิตย์ วิ่ง 60 นาที เบาๆ ......สุคีริน ทวีสุข ทีมเวโลเช่
ที่มา : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10214993792867821&set=gm.825920377594822&type=3
นักวิ่งจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่ง และความอึดควบคู่กันไป ก่อนอื่นมาหาค่า อัตราการเต้นหัวใจสูงสุดของแต่ละคนก่อนครับ ด้วยวิธีการเอา 220 ลบด้วย อายุ แล้วนำค่าที่ได้มาลบด้วย อัตราการเต้นหัวใจปกติของเรา (ควรเช็คตอนที่เพิ่งตื่นนอน) เช่น คุณถึกทุยอายุ 40 ปี อัตราชีพจรปกติเท่ากับ 60 ถ้าจะต้องลงคอร์ทด้วยความเร็ว 95% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด จะคำนวณได้ดังนี้
220 – 40 (อายุของคุณถึกทุย) = 180
180 – 60 (ชีพจรปกติของคุณถึกทุย) = 120
95% ของ 120 = 114
114 + 60 (ชีพจรปกติของคุณถึกทุย) = 174
ดังนั้นเวลาฝึกความเร็ว คุณถึกทุยต้องยึดอัตราการเต้นของหัวใจที่ 174
และการพัก ก่อนลงคอร์ทต่อ คุณถึกทุยจะต้องรอให้อัตราการเต้นหัวใจ ลงมาที่ 60% คำนวณได้ดังนี้
60% ของ 120 คือ 76
76 + 60 (ชีพจรปกติของคุณถึกทุย) = 136
นั่นหมายความว่า คุณถึกทุย ต้องรอให้ชีพจรลงมาที่ 136 ก่อนวิ่งเที่ยวต่อไป
การเช็คอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด มีความสำคัญเฉพาะ ตอนที่เรานำมาปรับใช้เวลาเราต้องลงคอร์ท เพื่อความเหมาะสมของนักวิ่งแต่ละคน
ก่อนการซ้อมทุกครั้ง นักวิ่งต้องอบอุ่นร่างกาย ด้วยการวอร์มแบบมีการเคลื่อนไหวประมาณ 10 นาที และ เมื่อซ้อมเสร็จต้องยืดเหยียดอีก 10 นาที
การลงคอร์ทเราเลือกวันไหนก็ได้ แต่ข้อสำคัญก็คือ วันถัดมาต้องซ้อมเบาๆ หรือ พักหนึ่งวัน การพักเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก ถ้าวันไหนจะต้องลงคอร์ทแล้วรู้สึกเพลีย เมื่อยล้า ก็เปลี่ยนการซ้อมเป็นแบบวิ่งเบาๆ หรือหยุดไปเลยก็ได้ แล้วไปลงคอร์ทวันอื่นแทน จงฟังเสียงของร่างกาย เพราะร่างกายไม่ไหว เขาก็จะฟ้องเราเอง และห้ามวิ่งเด็ดขาดถ้าคุณป่วยไข้
• ตารางฝึกซ้อม
วันจันทร์ วิ่ง 50 นาที เบาๆ
วันอังคาร วิ่ง 5 เที่ยวๆละ 4 นาที ด้วยความเร็ว ที่มากกว่าความเร็วขณะแข่งขัน
วันพุธ ออกกำลังด้วยกิจกรรมอื่นๆนอกจากการวิ่ง เช่น เดิน ว่ายน้ำ จักรยาน
วันพฤหัส วิ่งเบา 16 นาที / วิ่งคอร์ท 12 นาที / วิ่งเร็ว 2 นาที ด้วยความเร็วกว่าความเร็วขณะแข่งขัน/ วิ่งเบา 16 นาที / วิ่งคอร์ท 12 นาที / วิ่งเร็ว 2 นาที ด้วยความเร็วกว่าความเร็วขณะแข่งขัน / วิ่งเบา 10 นาที
วันศุกร์ พัก
วันเสาร์ วิ่ง 40 นาที เบาๆ
วันอาทิตย์ วิ่ง 60 นาที เบาๆ ......สุคีริน ทวีสุข ทีมเวโลเช่
ที่มา : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10214993792867821&set=gm.825920377594822&type=3
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
สนามซ้อมวิ่งใหม่ล่าสุด ศูนย์กีฬาบางบอน
ศูนย์นี้อยู่ระหว่างทางไปกลับบ้านกับที่ทำงานพอดี ผ่านหลายครั้งแล้วไม่ได้เข้าไปเยี่ยมซักที
เมื่อเย็นวานต้องวิ่ง 16K ตามโปรแกรมซ้อมประจำ Week 15 Wednesday เพื่อเข้าแข่งวิ่ง Huahin Marathon 2018
เมื่อเย็นวานต้องวิ่ง 16K ตามโปรแกรมซ้อมประจำ Week 15 Wednesday เพื่อเข้าแข่งวิ่ง Huahin Marathon 2018
วิ่ง ไป 40 รอบ น่าจะ 16K เพราะเขาว่าสนามมาตราฐานรอบละ 400 เมตร วิ่งได้ 2.5 - 3 นาทีต่อรอบ
วิ่ง 20 รอบแรกใช้เวลา 57 นาที
หลังจากนี้ไปคงต้องมาซ้อมที่นี้บ่อยขึ้น เพราะวิ่งสนุกดีไม่ต้องกังวลกับสภาพแวดล้อม
วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
อยากออกกำลังกายต้องวิ่งให้เป็น ด้วยวิธีวิ่งอย่างไรไม่ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
เมื่อนึกถึงการออกกำลังกาย เชื่อว่า “การวิ่ง” เป็นวิธีออกกำลังกายอันดับต้นๆ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน ไม่ต้องมีอุปกรณ์มากมาย แต่การจะวิ่งให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีโดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
นอกจากตั้งเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจนแล้ว ยังมีข้อควรระวังที่นักวิ่งควรรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนี้
1. วอร์มร่างกายก่อนการวิ่งทุกครั้ง
จะสตาร์ทได้ดี ต้องเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะก่อนออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ที่จำเป็นต้องใช้แรงจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อร่วมกันตลอดเวลา คุณจึงควรปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนออกตัววิ่ง ด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการยืดแขนและยืดขาให้สุดค้างไว้ 10-15 วินาที และทำซ้ำประมาณ 5-6 เซท เน้นที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่เป็นหลัก เช่น บริเวณลำตัว แขน ขา และหลัง เป็นการเตรียมความพร้อมของทุกส่วนในร่างกายก่อนออกไปวิ่ง
2. ชุดวิ่งต้องเหมาะสม
เพราะการวิ่งแต่ละครั้ง ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานที่สูงและมีการระบายความร้อนผ่านต่อมเหงื่อตลอดเวลา คุณจึงควรเลือกใส่เสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกายโดยเฉพาะ หรือเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อระบายอากาศได้ดี ใส่แล้วรู้สึกสบายตัว ไม่เหนอะหนะ วิธีการนี้จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น ป้องกันการเป็นลมขาดอากาศฉับพลัน และลดการเกิดผดผื่นจากการเสียดสีระหว่างผิวหนังกับเสื้อผ้าขณะวิ่ง
3. เลือกรองเท้าวิ่งให้เหมาะสม
รองเท้าวิ่งเป็นตัวช่วยสำคัญและมีผลต่อฝ่าเท้า ต้นขา หัวเข่า และสะโพกโดยตรง เพราะการวิ่งแต่ละครั้ง ร่างกายต้องรับการกระแทกกับพื้นทุกจังหวะของการก้าวขา ดังนั้น ควรเลือกรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งโดยเฉพาะ หรือหาซื้อแผ่นเสริมรองภายในรองเท้าเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดแรงกระแทก ลดการกดทับบริเวณเข่า ที่ก่อให้เกิดอาการปวดเข่าหรือปวดข้อเท้าเรื้อรังตามมา
4. วิ่งให้ถูกวิธี
ไม่ว่าจะเป็นผู้เริ่มต้นวิ่งหรือมืออาชีพแล้ว การวิ่งให้ถูกวิธี ถูกลักษณะก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม โดยการวิ่งหรือการก้าวเท้าต้องสัมพันธ์กับการหายใจ ไม่ควรยกเข่าสูงและไม่ก้าวเท้ายาวกว่าช่วงตัวจนเกินไป เพื่อลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้น ป้องกันไม่ให้ข้อต่องอ หด มากเกินความจำเป็น ช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ในส่วนของลำตัวและแผ่นหลัง แนะนำให้ตั้งตรงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้หลังงอ จนก่อให้เกิดอาการปวดหลัง และควรแกว่งแขนค่อนมาทางด้านหลัง เพื่อช่วยพยุงตัวไม่ให้เอนไปข้างหน้าจนเกิดอุบัติเหตุได้
5. ประเมินสภาพร่างกายของตนเอง
การออกกำลังกายเพื่อให้ได้ผลดี ไม่ใช่การหักโหมติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ แต่เกิดจากการทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การวิ่งแต่ละครั้งก็เช่นกัน คุณต้องรู้ข้อจำกัดของตนเองว่าทนต่อความเหนื่อยล้าได้มากแค่ไหน มีการบาดเจ็บในส่วนอื่นๆ หรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดเท้า ปวดฝ่าเท้า ปวดเข่า หรือเจ็บที่กระดูกสันหลัง ควรระมัดระวังและปรึกษาแพทย์ก่อนวิ่ง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะรุนแรงมากกว่าเดิม
ไม่ว่าจะวิ่งบนลู่ในฟิตเนสหรือวิ่งตามสวนสาธารณะ ควรวอร์มอัพให้ร่างกายพร้อมก่อน ด้วยการยืดกล้ามเนื้อทุกส่วน ประมาณ 5-10 นาที และวิ่งอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป/ครั้ง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันเก่ามาใช้ โดยอาจจะกำหนดเวลาการวิ่งแต่ละรอบ 45-60 นาที ก่อนเข้าสู่กระบวนการคูลดาวน์หรือการวิ่งให้ช้าลง เพื่อปรับสภาพร่างกาย ลดอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับสู่สภาวะปกติ เพียงเท่านี้ การวิ่งอย่างถูกวิธีควบคู่กับการเลือกปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ช่วยลดแรงกระแทกของข้อต่อ ก็จะช่วยให้คุณมีความสุขกับการวิ่งได้มากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องผลเสียต่อ สุขภาพอีกต่อไป
ที่มา : https://play.scblife.co.th/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/
นอกจากตั้งเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจนแล้ว ยังมีข้อควรระวังที่นักวิ่งควรรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนี้
1. วอร์มร่างกายก่อนการวิ่งทุกครั้ง
จะสตาร์ทได้ดี ต้องเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะก่อนออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ที่จำเป็นต้องใช้แรงจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อร่วมกันตลอดเวลา คุณจึงควรปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนออกตัววิ่ง ด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการยืดแขนและยืดขาให้สุดค้างไว้ 10-15 วินาที และทำซ้ำประมาณ 5-6 เซท เน้นที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่เป็นหลัก เช่น บริเวณลำตัว แขน ขา และหลัง เป็นการเตรียมความพร้อมของทุกส่วนในร่างกายก่อนออกไปวิ่ง
2. ชุดวิ่งต้องเหมาะสม
เพราะการวิ่งแต่ละครั้ง ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานที่สูงและมีการระบายความร้อนผ่านต่อมเหงื่อตลอดเวลา คุณจึงควรเลือกใส่เสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกายโดยเฉพาะ หรือเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อระบายอากาศได้ดี ใส่แล้วรู้สึกสบายตัว ไม่เหนอะหนะ วิธีการนี้จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น ป้องกันการเป็นลมขาดอากาศฉับพลัน และลดการเกิดผดผื่นจากการเสียดสีระหว่างผิวหนังกับเสื้อผ้าขณะวิ่ง
3. เลือกรองเท้าวิ่งให้เหมาะสม
รองเท้าวิ่งเป็นตัวช่วยสำคัญและมีผลต่อฝ่าเท้า ต้นขา หัวเข่า และสะโพกโดยตรง เพราะการวิ่งแต่ละครั้ง ร่างกายต้องรับการกระแทกกับพื้นทุกจังหวะของการก้าวขา ดังนั้น ควรเลือกรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งโดยเฉพาะ หรือหาซื้อแผ่นเสริมรองภายในรองเท้าเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดแรงกระแทก ลดการกดทับบริเวณเข่า ที่ก่อให้เกิดอาการปวดเข่าหรือปวดข้อเท้าเรื้อรังตามมา
4. วิ่งให้ถูกวิธี
ไม่ว่าจะเป็นผู้เริ่มต้นวิ่งหรือมืออาชีพแล้ว การวิ่งให้ถูกวิธี ถูกลักษณะก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม โดยการวิ่งหรือการก้าวเท้าต้องสัมพันธ์กับการหายใจ ไม่ควรยกเข่าสูงและไม่ก้าวเท้ายาวกว่าช่วงตัวจนเกินไป เพื่อลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้น ป้องกันไม่ให้ข้อต่องอ หด มากเกินความจำเป็น ช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ในส่วนของลำตัวและแผ่นหลัง แนะนำให้ตั้งตรงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้หลังงอ จนก่อให้เกิดอาการปวดหลัง และควรแกว่งแขนค่อนมาทางด้านหลัง เพื่อช่วยพยุงตัวไม่ให้เอนไปข้างหน้าจนเกิดอุบัติเหตุได้
5. ประเมินสภาพร่างกายของตนเอง
การออกกำลังกายเพื่อให้ได้ผลดี ไม่ใช่การหักโหมติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ แต่เกิดจากการทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การวิ่งแต่ละครั้งก็เช่นกัน คุณต้องรู้ข้อจำกัดของตนเองว่าทนต่อความเหนื่อยล้าได้มากแค่ไหน มีการบาดเจ็บในส่วนอื่นๆ หรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดเท้า ปวดฝ่าเท้า ปวดเข่า หรือเจ็บที่กระดูกสันหลัง ควรระมัดระวังและปรึกษาแพทย์ก่อนวิ่ง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะรุนแรงมากกว่าเดิม
ไม่ว่าจะวิ่งบนลู่ในฟิตเนสหรือวิ่งตามสวนสาธารณะ ควรวอร์มอัพให้ร่างกายพร้อมก่อน ด้วยการยืดกล้ามเนื้อทุกส่วน ประมาณ 5-10 นาที และวิ่งอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป/ครั้ง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันเก่ามาใช้ โดยอาจจะกำหนดเวลาการวิ่งแต่ละรอบ 45-60 นาที ก่อนเข้าสู่กระบวนการคูลดาวน์หรือการวิ่งให้ช้าลง เพื่อปรับสภาพร่างกาย ลดอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับสู่สภาวะปกติ เพียงเท่านี้ การวิ่งอย่างถูกวิธีควบคู่กับการเลือกปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ช่วยลดแรงกระแทกของข้อต่อ ก็จะช่วยให้คุณมีความสุขกับการวิ่งได้มากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องผลเสียต่อ สุขภาพอีกต่อไป
ที่มา : https://play.scblife.co.th/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















