แตงไทย : บำรุงหัวใจ
ผลอ่อนใช้เป็นผักผลสดเช่นเดียวกับแตงกวา แต่มีเนื้อแน่นกว่า คนไทยส่วนใหญ่นิยมทานผลสุกในรูปแบบแตงไทยน้ำกะทิมากกว่า เนื่องจากมีรสชาติหอมหวาน แตงไทยมีวิตามินเอสูงมาก นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียมด้วย สรรพคุณทางสมุนไพร ดอกและใบ แก้ไข แก้ดีซ่าน ผลเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ บำรุงน้ำนม บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง แก้ท้องเดิน แก้เลือดกำเดา เมล็ดแก่ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร แก้ไอ โคนก้านผลแก้ไอ ทำให้อาเจียน
เม็ดบัว : อาหารบำรุงกำลัง
เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเคยกินเม็ดบัวแบบดิบๆ เคี้ยวกรุ๊ปกรั๊บมาแล้ว หรือขนมหวาน บ๊ะจ่าง ฯลฯ นอกจากจะมีรสหวานมันอร่อยแล้ว เม็ดบัวนั้นยังให้คุณค่าดีต่อร่างกาย ตามตำราจีนและอินเดียถือว่าเม็ดบัวเป็นยาหรืออาหารบำรุงกำลังที่ดีตัวหนึ่ง นอกจากนี้เม็ดบัวยังช่วยบำรุงกระเพาะและลำไส้ให้แข็งแรง ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี นอนหลับง่าย ผ่อนคลายประสาทที่ตึงเครียด แก้อาเจียน แก้กระหายน้ำ แก้ระดูขาว ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหลังฟื้นไข้ นับเป็นของกินพื้นบ้านตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ดีร่างกายมากมาย
ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน
วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560
ฝึกเพิ่มความเร็วได้อย่างไร
ถ้าอยากจะวิ่งเร็วขึ้น เราก็ต้องฝึกวิ่งเร็ว การฝึกความเร็วเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการฝึกวิ่งทุกโปรแกรม และจำเป็นต้องเสริมการฝึกเท็มโป้แบบเร็ว และการลงคอร์ทในช่วงท้ายตารางการฝึก แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า จงฟังเสียงร่างกาย ว่าเขาพร้อมจะฝึกหนักหรือไม่ อย่าไปฝืนครับ แต่ปรับตารางการซ้อมให้เหมาะสมกับตัวเองจะดีกว่า
• กฎการฝึกวิ่ง
การจะยกระดับการวิ่งของแต่ละคนขึ้นไปนั้น แน่นอนว่าเราต้องผ่านการฝึกก่อน ถ้าเราฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยระยะเดิมๆ ระดับความฟิตของร่างกายเรา ก็จะพัฒนาขึ้นไปอีกจนถึงขีดจำกัดของร่างกายแต่ละคน มันมีเหตุผลอยู่ว่า ถ้าเราฮึดเต็มที่ ร่างกายก็จะเรียนรู้ที่จะปรับตัวตาม แล้วเราก็จะประสบความสำเร็จก้าวหน้า แต่พอพุ่งถึงขีดจำกัดของร่างกายเรา ผลงานเราก็จะเริ่มตกหรือคงที่ เพราะร่างกายเราไม่ได้รับความกดดันจากการฝึกเหมือนเก่าแล้ว
• ความจริงของการวิ่งเร็ว
- ขาร้อน
การวิ่งเร็วนั้นเราต้องใช้วิริยะอุตสาหะมากกว่าปกติ และจำเป็นต้องได้รับพลังงานเข้าสู่กล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วทันใจ ซ้อมเสร็จแต่ละครั้งแทบขาดใจ และกล้ามเนื้อขาเหมือนกับลุกติดไฟ อย่าได้ตกอกตกใจ เป็นเพราะร่างกายต้องจ่ายพลังงานให้กับกล้ามเนื้อ และต้องผจญกับการก่อตัวของกรดแล็คติก
- ความเร็วในการก้าวคือกุญแจ
การวิ่งเร็ว เราจำเป็นต้องเพิ่มจังหวะการก้าวขา และต้องแน่ใจว่าเราวิ่งด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง และใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด
- การพักฟื้นสำคัญอย่างยิ่ง
เราไม่สามารถวิ่งได้ทุกวัน โดยเฉพาะคนที่ซ้อมวิ่งยาว และอย่าได้ซ้อมวิ่งเร็วเกินอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้ง ร่างกายต้องการการปรับตัว ให้รับมือความกดดันจากการฝึก และกล้ามเนื้อเราต้องการเวลาฟื้นตัว
• โปรแกรมการฝึกเท็มโป้สั้น
การวิ่งเท็มโป้สั้นนั้น ต้องวิ่งด้วยความเร็ว และระยะทางสั้นลง ซึ่งต่างจากเท็มโป้ยาว ที่วิ่งเพื่อการฝึกความอึด
- ระยะแข่ง 5-10 กม.
วิ่งเท็มโป้เร็ว 1.5-3 กม. (ความเร็วช้ากว่าเวลาแข่ง 5 กม. 45-60 วินาที/กม.)
- ระยะแข่ง 10 กม. ถึง ฮาล์ฟ
วิ่งเท็มโป้เร็ว 3-5 กม (ความเร็วช้ากว่าเวลาแข่ง 10 กม. 45-60 วินาที/กม.)
- ระยะแข่งฮาล์ฟ ถึง มาราธอน
วิ่งเท็มโป้เร็ว 5-7 กม. (ความเร็วช้ากว่าเวลาแข่ง 10 กม. 45-60 วินาที/กม.)
• โปรแกรมการฝึกลงคอร์ทชนิดสั้น
การลงคอร์ทสั้น จะช่วยให้เราสับเท้าเร็วขึ้น และเทคนิคการวิ่งเราจะดีขึ้น เพราะเราจำเป็นต้องอาศัยการดีดตัวด้วยปลายเท้า ให้ทะยานไปข้างหน้า ส่วนขาและแขนช่วยรักษาสมดุลย์ขณะพุ่ง
- นักวิ่งหน้าใหม่
วิ่ง 200-300 เมตร (ความเร็วเต็มที่ของตนเอง)
- แนวกลาง
300-400 (ความเร็วเต็มที่ของตนเอง)
- แนวหน้า
400-600 (ความเร็วเต็มที่ของตนเอง)........
สุคีริน ทวีสุข ทีมเวโลเช่
• กฎการฝึกวิ่ง
การจะยกระดับการวิ่งของแต่ละคนขึ้นไปนั้น แน่นอนว่าเราต้องผ่านการฝึกก่อน ถ้าเราฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยระยะเดิมๆ ระดับความฟิตของร่างกายเรา ก็จะพัฒนาขึ้นไปอีกจนถึงขีดจำกัดของร่างกายแต่ละคน มันมีเหตุผลอยู่ว่า ถ้าเราฮึดเต็มที่ ร่างกายก็จะเรียนรู้ที่จะปรับตัวตาม แล้วเราก็จะประสบความสำเร็จก้าวหน้า แต่พอพุ่งถึงขีดจำกัดของร่างกายเรา ผลงานเราก็จะเริ่มตกหรือคงที่ เพราะร่างกายเราไม่ได้รับความกดดันจากการฝึกเหมือนเก่าแล้ว
• ความจริงของการวิ่งเร็ว
- ขาร้อน
การวิ่งเร็วนั้นเราต้องใช้วิริยะอุตสาหะมากกว่าปกติ และจำเป็นต้องได้รับพลังงานเข้าสู่กล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วทันใจ ซ้อมเสร็จแต่ละครั้งแทบขาดใจ และกล้ามเนื้อขาเหมือนกับลุกติดไฟ อย่าได้ตกอกตกใจ เป็นเพราะร่างกายต้องจ่ายพลังงานให้กับกล้ามเนื้อ และต้องผจญกับการก่อตัวของกรดแล็คติก
- ความเร็วในการก้าวคือกุญแจ
การวิ่งเร็ว เราจำเป็นต้องเพิ่มจังหวะการก้าวขา และต้องแน่ใจว่าเราวิ่งด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง และใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด
- การพักฟื้นสำคัญอย่างยิ่ง
เราไม่สามารถวิ่งได้ทุกวัน โดยเฉพาะคนที่ซ้อมวิ่งยาว และอย่าได้ซ้อมวิ่งเร็วเกินอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้ง ร่างกายต้องการการปรับตัว ให้รับมือความกดดันจากการฝึก และกล้ามเนื้อเราต้องการเวลาฟื้นตัว
• โปรแกรมการฝึกเท็มโป้สั้น
การวิ่งเท็มโป้สั้นนั้น ต้องวิ่งด้วยความเร็ว และระยะทางสั้นลง ซึ่งต่างจากเท็มโป้ยาว ที่วิ่งเพื่อการฝึกความอึด
- ระยะแข่ง 5-10 กม.
วิ่งเท็มโป้เร็ว 1.5-3 กม. (ความเร็วช้ากว่าเวลาแข่ง 5 กม. 45-60 วินาที/กม.)
- ระยะแข่ง 10 กม. ถึง ฮาล์ฟ
วิ่งเท็มโป้เร็ว 3-5 กม (ความเร็วช้ากว่าเวลาแข่ง 10 กม. 45-60 วินาที/กม.)
- ระยะแข่งฮาล์ฟ ถึง มาราธอน
วิ่งเท็มโป้เร็ว 5-7 กม. (ความเร็วช้ากว่าเวลาแข่ง 10 กม. 45-60 วินาที/กม.)
• โปรแกรมการฝึกลงคอร์ทชนิดสั้น
การลงคอร์ทสั้น จะช่วยให้เราสับเท้าเร็วขึ้น และเทคนิคการวิ่งเราจะดีขึ้น เพราะเราจำเป็นต้องอาศัยการดีดตัวด้วยปลายเท้า ให้ทะยานไปข้างหน้า ส่วนขาและแขนช่วยรักษาสมดุลย์ขณะพุ่ง
- นักวิ่งหน้าใหม่
วิ่ง 200-300 เมตร (ความเร็วเต็มที่ของตนเอง)
- แนวกลาง
300-400 (ความเร็วเต็มที่ของตนเอง)
- แนวหน้า
400-600 (ความเร็วเต็มที่ของตนเอง)........
สุคีริน ทวีสุข ทีมเวโลเช่
วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560
สถิติใหม่สนามสวนลุมพินี 12:18 นาทีต่อรอบ
วันพุธที่ผ่านมาเป็นคิวฝึกซ้อมวิ่ง 8 K ตัวผมมาถึงสวนฯ เกือบ 8 โมงเช้าจึง Warm up 20 นาทีกว่า พอเคารพธงชาติเสร็จก็ออกสตาร์จวิ่งยาวๆไปซัก 1K สังเกตุตัวเองว่ายังไหวก็เลย เร่งความเร็วขึ้นไปอีก จนได้ 2K ช่วง 500 เมตรเบาเครื่องลง กอรปกับเร่งไม่ขึ้น วิ่งทรงๆ ไปจนครบรอบ ได้เวลา 12:18 นาทต่อรอบ เป็นสถิติใหม่ (เคยทำไว้ 12:38 นาที)
ส่วนรอบที่ 2 วิ่งเพสปกติประมาณ Zone 3 ทำเวลา 14:48 นาที และรอบสุดท้ายวิ่งช้าลงมาอีก ได้ 16:00 นาทีพอดี
สภาพร่างกายหลังวิ่ง 12:18 นาที รู้สึกไม่เหนื่อยหอบมากนัก พอวิ่งครบ 3 รอบแล้วก็ไป เวทเทรนนิ่ง (Sit up 90 ครั้ง, หมุนจานทวิส 15 นาท, โยกบาร์ 100 ครั้ง) และปิดท้ายด้วยการยืดเหยียด (ท่าหมอเมย์ ค้าง 1 นาที ซ้ายขวา 3 เซ็ท) ได้ตามปกติ
ส่วนรอบที่ 2 วิ่งเพสปกติประมาณ Zone 3 ทำเวลา 14:48 นาที และรอบสุดท้ายวิ่งช้าลงมาอีก ได้ 16:00 นาทีพอดี
สภาพร่างกายหลังวิ่ง 12:18 นาที รู้สึกไม่เหนื่อยหอบมากนัก พอวิ่งครบ 3 รอบแล้วก็ไป เวทเทรนนิ่ง (Sit up 90 ครั้ง, หมุนจานทวิส 15 นาท, โยกบาร์ 100 ครั้ง) และปิดท้ายด้วยการยืดเหยียด (ท่าหมอเมย์ ค้าง 1 นาที ซ้ายขวา 3 เซ็ท) ได้ตามปกติ
วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560
13 สัญญาณคนดื่มน้ำน้อย
น้ำ คือสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายมากที่สุดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาหารที่เราต้องรับประทานในแต่ละวัน หากคุณดื่มน้ำน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นระบบร่างกายภายในและผิวพรรณที่เห็นได้ชัดภายนอก
13 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังดื่มน้ำน้อยเกินไป
1. ปากแห้ง : เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลสามารถแก้ปัญหานี้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น การดื่มน้ำจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเยื่อบุภายในช่องปากและลำคอ ทำให้ริมฝีปากชุ่มชื่นไม่แห้งผาก
2. ผิวแห้ง : ผิวแห้งคืออาการเริ่มแรกของการขาดน้ำซึ่งอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น การขาดน้ำจะหมายถึงการไม่มีเหงื่อซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดคราบสกปรกและน้ำมันส่วนเกินที่สะสมออกไปได้ ดังนั้นคุณควรดื่มน้ำให้มากขึ้น และรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวอยู่ตลอด อันที่จริง
3. กระหายน้ำ : อาการกระหายน้ำจะส่งผลรุนแรงกว่าตอนที่เราลิ้นแห้งผาก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายขาดน้ำขณะที่การดื่มน้ำจะส่งสัญญาณว่า “เอามาอีก” ไปยังสมองจนกว่าระดับของเหลวในร่างกายของคุณจะคืนสู่สภาพปกติ
4. ตาแห้ง : การขาดน้ำจะทำให้ตาแห้งและแดงก่ำเนื่องจากเส้นเลือดฝอยในตาแตก หากร่างกายขาดน้ำท่อน้ำตาก็จะแห้งตามไปด้วย
5. ปวดข้อ : กระดูกอ่อนกับหมอนรองกระดูกทำจากน้ำประมาณร้อยละ 80 เราจึงควรป้องกันไม่ให้กระดูกกดทับกันจากทุกก้าวที่เราเดิน เราควรมั่นใจว่ากระดูกข้อต่อต่างๆสามารถดูดซับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวฉับพลันได้ เช่น การวิ่ง กระโดด หรือหกล้ม
6. มวลกล้ามเนื้อลดลง : การดื่มน้ำก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายของคุณชุ่มชื้นและเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวก แถมยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบและปวดเมื่อยอันเนื่องมาจากการออกกำลังกายและยกน้ำหนัก
7. ป่วยนานกว่าปกติ : การดื่มน้ำจะทำให้ร่างกายสามารถขับพิษออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าคุณดื่มน้ำหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ ระบบภายในร่างกายจะทำงานด้อยประสิทธิภาพลง สุดท้ายร่างกายของคุณที่ขาดน้ำจะไปดึงน้ำส่วนอื่นมาชดเชย
8. เหนื่อยล้าและเซื่องซึม : จากการที่ร่างกายที่ขาดน้ำไปยืมน้ำส่วนอื่น ปัญหาที่ตามมาคือการขาดอ็อกซิเจนที่จะไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าและง่วงเหงาหาวนอน
9. ปวดท้องเวลาหิว : เมื่อร่างกายขาดน้ำมันจะส่งสัญญาณว่าต้องการอาหารซึ่งจะเกิดขึ้นตลอดทั้งวันและทั้งคืน การรับประทานอาหารจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า ขณะที่การดื่มน้ำจะไปช่วยทำความสะอาดอวัยวะและเพิ่มพลังงานที่จำเป็นต่อระบบภายในร่างกาย
10. ปัญหาการย่อยอาหาร : หากร่างกายขาดน้ำ ความแข็งแรงและปริมาณของเมือกในกระเพาะอาหารก็จะลดลง ทำให้กรดในกระเพาะอาหารออกมาทำลายอวัยวะภายในของคุณ จนท้ายที่สุดทำให้กลายเป็นโรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย
11. ท้องผูก : การดื่มน้ำมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร ดังนั้นหากร่างกายขาดน้ำลำไส้ใหญ่จะดึงน้ำซึ่งเป็นของลำไส้เล็กไปใช้จนหมด ทำให้เกิดปัญหาลุกลามต่อไปจนกลายเป็นอาการท้องผูก
12. ปัสสาวะน้อยลง : ถ้าคุณไม่ได้เข้าห้องน้ำประมาณวันละ 4-7 ครั้ง นั่นอาจหมายความว่าคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ นอกจากนี้ปัสสาวะของคุณควรจะมีสีเหลืองอ่อนหรือใส หากเป็นสีเหลืองเข้มก็แปลว่าร่างกายของคุณกำลังขาดน้ำ และในกรณีที่แย่ที่สุดคือคุณอาจเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบซึ่งควรไปพบแพทย์ทันที
13. แก่ก่อนวัย : ยิ่งอายุมากขึ้นก็ควรดื่มน้ำให้เยอะขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าอาการแก่ก่อนวัยจะเห็นได้ชัดจากภายนอก แต่การเสื่อมสภาพภายในจะสามารถรู้สึกได้เมื่อระยะเวลาผ่านไป เพื่อลดอาการเสี่ยงเราจึงควรดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดทุกช่วงเวลา
ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน
13 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังดื่มน้ำน้อยเกินไป
1. ปากแห้ง : เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลสามารถแก้ปัญหานี้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น การดื่มน้ำจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเยื่อบุภายในช่องปากและลำคอ ทำให้ริมฝีปากชุ่มชื่นไม่แห้งผาก
2. ผิวแห้ง : ผิวแห้งคืออาการเริ่มแรกของการขาดน้ำซึ่งอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น การขาดน้ำจะหมายถึงการไม่มีเหงื่อซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดคราบสกปรกและน้ำมันส่วนเกินที่สะสมออกไปได้ ดังนั้นคุณควรดื่มน้ำให้มากขึ้น และรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวอยู่ตลอด อันที่จริง
3. กระหายน้ำ : อาการกระหายน้ำจะส่งผลรุนแรงกว่าตอนที่เราลิ้นแห้งผาก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายขาดน้ำขณะที่การดื่มน้ำจะส่งสัญญาณว่า “เอามาอีก” ไปยังสมองจนกว่าระดับของเหลวในร่างกายของคุณจะคืนสู่สภาพปกติ
4. ตาแห้ง : การขาดน้ำจะทำให้ตาแห้งและแดงก่ำเนื่องจากเส้นเลือดฝอยในตาแตก หากร่างกายขาดน้ำท่อน้ำตาก็จะแห้งตามไปด้วย
5. ปวดข้อ : กระดูกอ่อนกับหมอนรองกระดูกทำจากน้ำประมาณร้อยละ 80 เราจึงควรป้องกันไม่ให้กระดูกกดทับกันจากทุกก้าวที่เราเดิน เราควรมั่นใจว่ากระดูกข้อต่อต่างๆสามารถดูดซับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวฉับพลันได้ เช่น การวิ่ง กระโดด หรือหกล้ม
6. มวลกล้ามเนื้อลดลง : การดื่มน้ำก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายของคุณชุ่มชื้นและเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวก แถมยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบและปวดเมื่อยอันเนื่องมาจากการออกกำลังกายและยกน้ำหนัก
7. ป่วยนานกว่าปกติ : การดื่มน้ำจะทำให้ร่างกายสามารถขับพิษออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าคุณดื่มน้ำหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ ระบบภายในร่างกายจะทำงานด้อยประสิทธิภาพลง สุดท้ายร่างกายของคุณที่ขาดน้ำจะไปดึงน้ำส่วนอื่นมาชดเชย
8. เหนื่อยล้าและเซื่องซึม : จากการที่ร่างกายที่ขาดน้ำไปยืมน้ำส่วนอื่น ปัญหาที่ตามมาคือการขาดอ็อกซิเจนที่จะไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าและง่วงเหงาหาวนอน
9. ปวดท้องเวลาหิว : เมื่อร่างกายขาดน้ำมันจะส่งสัญญาณว่าต้องการอาหารซึ่งจะเกิดขึ้นตลอดทั้งวันและทั้งคืน การรับประทานอาหารจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า ขณะที่การดื่มน้ำจะไปช่วยทำความสะอาดอวัยวะและเพิ่มพลังงานที่จำเป็นต่อระบบภายในร่างกาย
10. ปัญหาการย่อยอาหาร : หากร่างกายขาดน้ำ ความแข็งแรงและปริมาณของเมือกในกระเพาะอาหารก็จะลดลง ทำให้กรดในกระเพาะอาหารออกมาทำลายอวัยวะภายในของคุณ จนท้ายที่สุดทำให้กลายเป็นโรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย
11. ท้องผูก : การดื่มน้ำมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร ดังนั้นหากร่างกายขาดน้ำลำไส้ใหญ่จะดึงน้ำซึ่งเป็นของลำไส้เล็กไปใช้จนหมด ทำให้เกิดปัญหาลุกลามต่อไปจนกลายเป็นอาการท้องผูก
12. ปัสสาวะน้อยลง : ถ้าคุณไม่ได้เข้าห้องน้ำประมาณวันละ 4-7 ครั้ง นั่นอาจหมายความว่าคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ นอกจากนี้ปัสสาวะของคุณควรจะมีสีเหลืองอ่อนหรือใส หากเป็นสีเหลืองเข้มก็แปลว่าร่างกายของคุณกำลังขาดน้ำ และในกรณีที่แย่ที่สุดคือคุณอาจเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบซึ่งควรไปพบแพทย์ทันที
13. แก่ก่อนวัย : ยิ่งอายุมากขึ้นก็ควรดื่มน้ำให้เยอะขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าอาการแก่ก่อนวัยจะเห็นได้ชัดจากภายนอก แต่การเสื่อมสภาพภายในจะสามารถรู้สึกได้เมื่อระยะเวลาผ่านไป เพื่อลดอาการเสี่ยงเราจึงควรดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดทุกช่วงเวลา
ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน
วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560
ผลการซ้อมการวิ่ง 30K เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
4 รอบแรก ทำเวลา 1:06 ชม.
4 รอบที่สอง ทำเวลา 1:01 ชม.
4 รอบสุดท้าย ทำเวลา 1:08 ชม.
วันนี้ที่สวนลุมพินีมีการจัดงานวิ่งคนเยอะมาก ซึ่งรอบที่ 7 ตัวผมวิ่งด้วยความเร็วแซงซ้ายมาเรื่อยๆ ทำให้ไปชนคุณยายที่เปลี่ยนเลนกระทัดหัน ท่านล้มก้นกระแทกพื้น ตัวผมก็หยุดช่วยประครอง นักวิ่งผู้หญิง 2 คนก็ช่วยกัน โชคดีท่านไม่เป็นอะไร ท่านบอกว่าเห็นคนเยอะ ท่านก็เลยจะข้ามไปอีกฝั่ง พอรปภ.มาก็ช่วยพาท่านข้ามไปอีกฝั่ง ก่อนไปก็ยกมือไหว้ ขอโทษท่านอีกครั้ง
ตัวผมก็วิ่งต่อจนครบรอบ 8 วนกลับมาที่เดิมก็ไม่เห็นท่านอีก
รู้สึกผิดหวังและเสียใจที่วิ่งไม่ระมัดระวัง ใช้ความเร็วแซงซ้าย ขวามากไป จนเกิดเหตุ อีกอย่างคือลืมคคิดไปว่าตรงประตูพระราม 4 คนสว.เยอะ จะใช้ประตูนั้นเข้าออก
2 สัปดาห์ก่อนที่ซ้อมวิ่ง 27K ทำเวลาดีคงจะฟลุ๊กมัง เพราะวันนี้เวลาไม่ค่อยดีและมีท้อกับ 2 รอบสุดท้าย แต่ไม่หมดแรง ส่วนตะคริวไม่มี น่องกระตุกนิดๆ เท่านั้น
4 รอบที่สอง ทำเวลา 1:01 ชม.
4 รอบสุดท้าย ทำเวลา 1:08 ชม.
วันนี้ที่สวนลุมพินีมีการจัดงานวิ่งคนเยอะมาก ซึ่งรอบที่ 7 ตัวผมวิ่งด้วยความเร็วแซงซ้ายมาเรื่อยๆ ทำให้ไปชนคุณยายที่เปลี่ยนเลนกระทัดหัน ท่านล้มก้นกระแทกพื้น ตัวผมก็หยุดช่วยประครอง นักวิ่งผู้หญิง 2 คนก็ช่วยกัน โชคดีท่านไม่เป็นอะไร ท่านบอกว่าเห็นคนเยอะ ท่านก็เลยจะข้ามไปอีกฝั่ง พอรปภ.มาก็ช่วยพาท่านข้ามไปอีกฝั่ง ก่อนไปก็ยกมือไหว้ ขอโทษท่านอีกครั้ง
ตัวผมก็วิ่งต่อจนครบรอบ 8 วนกลับมาที่เดิมก็ไม่เห็นท่านอีก
รู้สึกผิดหวังและเสียใจที่วิ่งไม่ระมัดระวัง ใช้ความเร็วแซงซ้าย ขวามากไป จนเกิดเหตุ อีกอย่างคือลืมคคิดไปว่าตรงประตูพระราม 4 คนสว.เยอะ จะใช้ประตูนั้นเข้าออก
2 สัปดาห์ก่อนที่ซ้อมวิ่ง 27K ทำเวลาดีคงจะฟลุ๊กมัง เพราะวันนี้เวลาไม่ค่อยดีและมีท้อกับ 2 รอบสุดท้าย แต่ไม่หมดแรง ส่วนตะคริวไม่มี น่องกระตุกนิดๆ เท่านั้น
วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560
ออกกำลังกายกระตุ้นพลังสมอง
การออกกำลังกายเป็นธรรมชาติที่อยู่คู่กับมนุษย์มาหลายล้านปี การออกกำลังกายช่วยลับสมองให้เฉียบแหลม โดยเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้มีออกซิเจนและน้ำตาลไปป้อนเซลล์สมองให้ทำงานได้ดีขึ้น และยังเพิ่มการหลั่งสารโปรตีนซึ่งช่วยให้เกิดการสร้างเซลล์สมองใหม่ บำรุงเซลล์สมองให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีหลักฐานงานวิจัยที่ยืนยันว่า การออกกำลังกายยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาโครงการสร้างสมองและการหลั่งสารเคมีหลายชนิด ช่วยให้มีสุขภาพจิตดี ดังนี้
ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน
- ลดภาวะซึมเศร้า สามารถใช้บำบัดโรคเซึมเศร้าแทนยาด้านซึมเศร้าได้
- รักษาภาวะสมองเสื่อม
- ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ การออกกำลังแบบแอโรบิก เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ฯลฯ เพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง สามารถป้องกันโรคนี้ได้ถึงร้อยละ 60
- ช่วยให้สมาธิดี
- ส่งเสริมความจำระยะยาว
- ช่วยการคิดอย่างมีเหตุมีผล
- ส่งเสริมเชาวน์ปัญญาในการแก้ปัญหา
ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน
วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560
ข้อมูลนักวิ่งเชียงรายมาราธอน 2017 หลังปิดรับสมัครเมื่อ 31 ก.ค. 2560
จากรายชื่อนักวิ่งที่สมัครสิ้นสุดวันที่ 31 กค. 2560 ที่ผ่านมา ของ งานวิ่ง Bangkok Airways Chiang Rai Marathon ลองมา sort ดูข้อมูลต่างๆ ตามนี้
นักวิ่งออกระยะ ได้ดังนี้
นักวิ่งออกระยะ ได้ดังนี้
- 5K = 500 คน
- 10K = 1465 คน
- 21K = 949 คน
- 42K = 629 คน
นักวิ่ง 42K แยกเป็นรายประเทศ คือ
- Thailand = 602 คน
- SINGAPORE = 8 คน
- MEXICO = 1 คน
- USA = 3 คน
- JAPAN = 6 คน
- LAOS = 1 คน
- AUSTRALIA = 1 คน
- HONG KONG = 1 คน
- GERMANY = 4 คน
- TOG = 1 คน
- VIETNAM = 1 คน
นักวิ่ง 42K แยกเพศ ได้เป็น
- ชาย 501 คน
- หญิง 128 คน
นักวิ่ง 42K คนไทย แยกตามอายุ คือ
- F 18-29 = 13 คน
- F 30-39 = 49 คน
- F 40-49 = 40 คน
- F 50-59 = 19 คน
- M 18-29 = 51 คน
- M 30-39 = 193 คน
- M 40-49 = 120 คน
- M 50-59 = 80 คน
- ไม่ระบุอายุ 37 คน
นักวิ่ง 42K ต่างชาติ แยกตามอายุ คือ
- F 30-39 = 3 คน
- F 40-49 = 1คน
- F 50-59 = 1 คน
- M 18-29 = 2 คน
- M 30-39 = 5 คน
- M 40-49 = 8 คน
- M 50-59 = 5 คน
- ไม่ระบุอายุ 2 คน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







