วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุด


ออกกำลังกายตอนเช้า หรือตอนเย็น ต่างกันอย่างไร มีผลต่างกันหรือไม่ และ เวลาไหนที่ออกกำลังกายแล้วเป็นผลดีต่อสุขภาพที่สุด

การออกกำลังกายตอนเช้า
การออกกำลังกายตอนเช้าจะทำให้ตับต้องทำงานหนักมาก เนื่องจากตอนที่เรานอนหลับ ตับจะทำหน้าที่เปลี่ยนสารอาหาร เช่น เปลี่ยนน้ำตาลเป็นไกลโคเจน หรือโปรตีน เป็นฟอสฟาเจน ดังนั้นเมื่อตื่นนอนในตอนเช้าเราจึงไม่มีพลังงานเหลืออยู่ในหลอดเลือด ถ้าไปออกกำลังกายหลังตื่นนอน ตับก็ต้องดึงสารอาหารที่เก็บไว้เมื่อคืนออกมาใช้ใหม่ ถ้าเป็นอย่างนี้ประจำทุกวัน ตับจะต้องทำงานหนักและไม่ได้พักเลย ถ้าอยากจะออกกำลังกายตอนเช้า เราควรรับประทานอาหารก่อนล่วงหน้า 2 ชั่วโมง จึงจะไปออกกำลังกายได้ ซึ่งคงเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ เช่น ถ้าต้องการออกกำลังกายตอน 6 โมงเช้า คุณก็ต้องตื่นมารับประทานอาหารตั้งแต่ตี 4

การออกกำลังกายตอนเย็น
ตลอดทั้งวันเราได้กินอาหารเช้า กลางวัน พอถึงตอนเย็น ร่างกายจะมีพลังงานสะสมอยู่ในปริมาณที่มากพอที่จะสามารถออกกำลังกายได้ทั้งหนักและเบา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องกินอาหารอะไรล่วงหน้าก่อนเหมือนการออกกำลังกายตอนเช้า แต่การออกกำลังกายตอนเย็นมีเคล็ดลับ*อยู่ว่า หลังจากออกกำลังกายตอนเย็นเสร็จแล้ว ให้ดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง โดยค่อยๆ ดื่มจนรู้สึกอิ่ม เมื่อกลับถึงบ้านเราจะไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่ ลดความอยากอาหาร เมื่อถึงเวลาเข้านอนจะเหลือสารอาหารน้อยที่สุด ตับไม่ต้องทำงานหนัก สารอาหารไม่มีไปเก็บตามที่ต่างๆ จึงไม่ทำให้อ้วน และเป็นวิธีลดไขมันได้ดี

*เคล็ดลับ

  • การดื่มน้ำอุณหภูมิห้องทั้งระหว่างและหลังออกกำลังกายจะช่วยให้อุณหภูมิของร่างกายถูกปรับลงอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ แต่หากดื่มน้ำเย็นจะทำให้อุณหภูมิร่างกายปรับลดเร็วเกินไปในขณะที่ร่างกายทำงานหนัก ร้อน และเสียเหงื่อมาก จึงมักทำให้ไม่สบายได้ และร่างกายก็จะทำงานหนัก
  • หากกลัวว่าจะหมดแรงตอนออกกำลังกายตอนเย็น ก็ให้กินผลไม้ได้นิดหน่อยล่วงหน้าซัก 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง
  • จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่าการออกกำลังกายตอนเช้าจะทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ส่วนการออกกำลังกายในตอนเย็น จะทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายเพิ่มขึ้น
ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ทำไม ว่าย ปั่น วิ่ง ถึงเอาชนะมะเร็งได้

เพราะการ ว่าย ปั่น วิ่ง ทั้งสามอย่างนี้คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) เป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมากจากการหายใจติดต่อกันเป็นเวลานานประมาณ 15 – 45 นาที ซึ่งมีผลต่อระบบการทำงานของหัวใจ ปอด หลอดเลือด และกล้ามเนื้อ ปอดที่สูดอากาศมากขึ้นเป็นจังหวะซ้ำๆ ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้มากขึ้นทั่วถึงทุกส่วนของร่างกาย มีส่วนช่วยลดภาวะความเสี่ยงโรคหัวใจ ทำให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสื่อนำประสาทอย่างหนึ่งมีลักษณะคล้ายมอร์ฟีนทำให้รู้สึกสดชื่น ลดอาการไม่สบายเนื้อตัว ลดอาการเจ็บปวด รวมทั้งทำให้ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นมีประสิทธิภาพพอที่จะยับยั้งเซลล์ที่กำลังเติบโตเป็นเซลล์มะเร็ง

สำหรับผู้ป่วยหลังรักษามะเร็ง ในระยะยาวเมื่ออาการของผู้ป่วยกระเตื้องขึ้นแล้ว เมื่อออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะเป็นการเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายเอาชนะเซลล์มะเร็งได้อย่างหมดจดในที่สุด

สถาบันมะเร็งแห่งชาติอยากให้คนไทยออกกำลังกายกันมากขึ้น
โครงการ NCI TRI.TEAM จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนออกมา ว่าย ปั่น วิ่ง เอาชนะมะเร็งไปด้วยกัน



ที่มา : https://www.facebook.com/NciTriTeam/photos/a.762941907212334.1073741828.762752367231288/792116150961576/?type=3

วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แผนการฝึกซ้อมเพื่อลงวิ่งงานเชียงรายมาราธอนหลังการฟื้นฟูร่างกาย



Week No.DateMonTueWedThuFriSatSunTotal
717 กค.- 23 กค.พัก810พัก6.5พัก2751.5
823 กค. - 30 กค.พัก6.58พัก6.5พัก1637
931 กค. - 6 สค.พัก810พัก6.5พัก3054.5
107 สค. - 13 สค.พัก6.58พัก6.5พัก1637
1114 สค. - 20 สค.พัก811พัก6.5พัก3459.5
1221 สค. - 27 สค.พัก6.58พัก6.5พัก1637
1328 สค. - 3 กย.พัก811พัก6.5พัก3560.5
144 กย. - 10 กย.พัก6.513พัก6.5พัก1945
1511 กย. - 17 กย.พัก816พัก6.5พัก1040.5
1618 กย. - 24 กย.พัก6.55พัก6.5พัก42.19560.195
ตารางการฝึกซ้อมวีค 7 - 16

จัดตารางตามโปรแกรมปกติ (ตารางข้างบน) แต่เริ่มฝึกซ้อม Week 7 เลย เพื่อจะได้ครบ 42.195 ตรงกับวันที่ 24 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นงานวิ่งเชียงรายมาราธอน (ที่จัดโดย Teelakow)

มีการฝึกซ้อมวิ่งขึ้นเนินเพิ่ม โดยใช้เวลาช่วงเย็นๆค่ำๆของวัน TUE, WED, FRI (โปรแกรมตามตารางทำตอนช่วงเช้า) เส้นทางนี้ มี เนิน 22 จุดๆ ยาก 2 จุด

หากฝึกซ้อมได้ตามนี้เป๊ะๆ คงมีลุ้นวิ่งจบภายใน 4 ชม.ครึ่งจะได้เอาไป verify ตอนสมัคร TNT50 ที่จะแข่งเดือนธันวาคม วันที่ 16 พร้อมกับสภาพร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะ

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรื่องวิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย – รองเท้า



เรื่องวิ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย ทุกคนเกิดมาก็วิ่งกันเป็น แค่รองเท้าคู่เดียวก็ไปวิ่งได้แล้ว ดังนั้นคำถามแรก ๆ ที่เพื่อน ๆ มักจะมาถามคือ

“ซื้อรองเท้ายี่ห้อไหนดี”
“ช่วยแนะนำรุ่นให้หน่อย เอาแบบไม่แพง”
“ใช้รุ่นนี้ดีไหม”
“รองเท้ารุ่นนี้ สีนี้สวยดี อยากได้”

คำตอบที่ทุกคนได้จะได้จากฮั้วคือ ต้องไปลองที่ร้านเอง ไม่สามารถแนะนำรุ่นหรือยี่ห้อให้ได้ รูปเท้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการวิ่งของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ถ้าต้องการคนไปช่วย สามารถไปเป็นเพื่อนได้ แต่บอกรุ่นไม่ได้จริง ๆ

สมัยวิ่งแรก ๆ (ตอนนี้ก็ยังอยู่ในขั้นวิ่งแรก ๆ) ด้วยความไม่รู้ก็ซื้อรองเท้าวิ่งแบบลดราคามาจาก SuperSport เป็น Adidas Adizero .. ณ ตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องการวิ่งและการเลือกรองเท้าเลย ก็แค่เดินเข้า shop เลือกเอาคู่ที่งบประมาณไม่สูงมาก พนักงานก็ไม่ได้ช่วยให้ข้อมูลแต่อย่างใด .. ผลปรากฏว่ามาวิ่งจริงแล้วไม่สบาย เลยบริจาคออกไป

คู่ที่มาทดแทนคือ Mizuno Wave Inspire 8 ..คู่นี้หาข้อมูลเพิ่มนิดหน่อย ได้ผลรองเท้าจากการทำแบบสอบถามจากมิซูโน่เว็บไซท์.. คู่นี้วิ่งสบาย เบา เหมาะกับเท้า ปัจจุบันคู่นี้ก็ยังใช้อยู่ แต่มีปัญหานิดหน่อยที่ด้านหน้าเท้าที่ถ้าวิ่งยาว ๆ มักจะปวดช่วงนิ้วโป้ง (สุดท้ายมารู้ว่าซื้อผิดขนาด – ความกว้าง)

พอเริ่มวิ่งบ่อยเข้า (ตอนนั้นแทบจะทุกวัน) ก็ไปเจอข้อมูลที่เค้าบอกว่านักวิ่งควรจะมีรองเท้าสำรองไว้สลับสับเปลี่ยนการใช้งาน เพราะตัว support ในรองเท้าก็ต้องการใช้เวลาพักเช่นกัน ก็เลยได้เสียตังค์อีกรอบกับ Brooks Ghost 5 .. คู่นี้ได้มาจาก Sport World ซึ่งพนักงานประจำบูธค่อนข้างให้ความรู้ดี .. แต่จากที่ฮั้วเข้าใจมาตลอดว่ารูปเท้าของตัวเองเป็นแบบ Normal Arch (เพราะเคยทดลองแล้วเป็นแบบนี้) ทางพนักงานเลยแนะนำรุ่นนี้ให้

ผลปรากฏว่าเอามาวิ่งครั้งแรกก็เจ็บเลย (เจ็บสะโพก) เป็นการเจ็บครั้งแรกตั้งแต่วิ่ง และเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ เพราะต้องเสียเงินไปหาหมอ ไปกายภาพบำบัด วิ่ง KOTR (รีวิว Adidas King Of The Road Singapore 2012) แบบทรมาน และอดวิ่ง Standard Chartered BKK Marathon .. เป็นบทเรียนที่แพงกว่าราคารองเท้าอีก ..ปัจจุบันรองเท้าคู่นี้ยังเก็บไว้ เอาไว้ใส่เดินเล่นปกติ แต่ไม่ได้เอามาวิ่งแล้ว

ตอนที่ไป Standard Chartered Singapore Marathon (รีวิว Standard Chartered Singapore Marathon 2012) ได้ไปทดลอง Gait Analysis ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ASICS สปอนเซอร์หลัก .. เค้าเอาลู่วิ่งมาตั้งเพื่อทดสอบลักษณะการวิ่ง การลงเท้า และรูปเท้ากันเลย


Gait Analysis
จากที่เคยคิดว่าตัวเองเป็น Normal Arch และวางเท้าแบบ Normal Pronation .. ผลปรากฏว่า..

รูปเท้าเป็น Normal ค่อนไปทาง Flat เพราะขนาดเท้าด้านหน้าค่อนข้างกว้าง รองเท้าที่ควรจะเลือกซื้อต้องเป็นแบบ D (เพิ่งรู้ว่ามันมีแบบ Narrow / Normal / Wide)
เวลาวิ่งจะลงเท้าแบบ Heel strike (เอ่อ.. เข้าใจมาตลอดว่าวิ่งแบบ mid-foot)
การลงเท้าเป็นแบบ overpronation โดยที่ข้างซ้ายเป็น slightly แต่ข้างขวาเป็น severely overpronation

Foot Measurement

Gait Analysis Result
ต๊าย.. ชั้นซื้อรองเท้าผิดมาตลอดเลยเหรอเนี่ย!!! สุดท้ายทางพนักงานเค้าก็จะแนะนำรุ่นรองเท้าของ ASICS ที่เหมาะกับฮั้ว .. แต่หลังจากใส่เปรียบเทียบหลาย ๆ คู่แล้ว ก็มาจบลงที่ ASICS Kayano 19 ซึ่งตอนนี้พอใจกับคู่นี้มาก ๆ

การเลือกหารองเท้าคู่ใจยากเหมือนหาคู่ชีวิต ..กว่าจะได้เจอคู่ที่ถูกใจ ก็ต้องเสียเงินมาซะมากมาย แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ ทั้งนี้ทั้งนั้น ฮั้วไม่ได้บอกว่ายี่ห้ออื่น ๆ ที่เคยใช้มาไม่ดีนะ เพียงแต่อาจจะไม่เจอคู่ที่ถูกเท้า เพราะ ณ ขณะที่ซื้อเรามีความรู้ไม่พอ

จริง ๆ แล้ว อยากจะลอง Brooks Adrenaline มาก แต่รอให้คู่ใดคู่หนึ่งเสื่อมสภาพก่อน ซึ่งรองเท้าวิ่งมีอายุการใช้งาน 500 – 600 ไมล์ (ประมาณ 800 – 1000 กิโลเมตร) คาดว่าซักครึ่งปี คงได้เสียตังค์ซื้อคู่ใหม่

ต้นฉบับ : http://www.runner-blogger.com/2013/03/runningshoes.html

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ต้องไปซ่อมที่เชียงรายมาราธอนให้ต่ำกว่า 4:30 ชม.

เตรียมตัวเตรียมกาย เตรียมศึกษาเส้นทาง จะได้ไม่พลาดแบบที่นาวิกโยธินมาราธาน รายการนั้นไปวิ่งแบบไม่ได้ศึกษาเส้นทาง สภาพเส้นทางเลย ได้ยินแต่ว่า เนินเยอะและร้อนเท่านั้น


เส้นทาง official

เส้นทางสำรวจเองจาก Google
ระยะทางแต่ละช่วง
ศาลากลาง - สวนฯ ระยะทาง 7K
สวนฯ - วัดพระธาตุดอยกองข้าว 4K
วัดพระธาตุดอยกองข้าว - อาศรมฯ 9K
อาศรมฯ - สะพาน 5K
สะพาน - ร.ร. บ้านริมกก 10K
ร.ร. บ้านริมกก - ตลาดสดแม่ยาว 3K
ตลาดสดแม่ยาว - ศาลากลาง 5-6K

เนินยากๆ ตามที่ดูใน Street view น่าจะเป็นที่มาร์คสีแดง นอกจากนั้นก็มีเนินยาวๆ ตลอดตั้งแต่ออกจากวัดพระธาตุดอยกองข้าว จนถึงโรงเรียนบ้านริมกก

สภาพเส้นทางช่วงขึ้นเขาขึ้นเนินที่ว่าประมาณ 20K ;(

พอศึกษาสภาพเส้นทางคร่าวๆ จากกูเกิ้ลแล้วจะเป็นลม ท่าทางงานนี้ยากกว่า เนินเยอะกว่าที่นาวิกโยธินมาราธอน อีก คาดการว่าถ้าเตรียมฝึกซ้อมวิ่งขึ้นเนินไม่ดี คงตาม Pacer 4.30 ยากอีกล่ะ เหอะๆ

วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เข้าสู่โหมด Recovery หลังศึกหนักที่ นาวิกโยธิน มาราธอน 2017

เช็คสภาพร่างกายหลังจบศึกนาวิกโยธินมาราธอน 2017 ปรากฎว่าไม่มีเจ็บหนัก มีแค่ปวดต้นขาเวลาขึ้นลงบันได กับอาการบวมของนิ้วโป้งขวาที่เล็บยังขึ้นไม่เต็มนิ้ว (เล็บถอดเมื่องานจอมบึงมาราธอน 2017) เท่านั้น

อาการเคล็ดคัดยอกบริเวณหัวไหล่หลังไม่มี (อาการที่เกิดขึ้นตอนจอมบึงมาราธอน)

ตัวผมใช้โปรแกรมการ Recovery ตามข้างล่างนี้ ตัดมาเฉพาะเนื้อหาของแต่ละวัน ในต้นฉบับมารายละเอียดอีกพอสมควร

*ข้อความสีน้ำเงินในวงเล็บ คือ สิ่งที่ปฎิบัติจริง



Day 1: เริ่มต้นวันใหม่

สิ่งที่สำคัญ คือ เน้นโภชนาการที่ดี อาหารต้องจัดให้ครบ เครื่องดื่มผลไม้อย่าง น้ำบีทรูท ช่วยลดอาการอักเสบและเพิ่มศักยภาพในการพักพื้น หรือ ขิง ช่วยลดอาการเจ็บได้อย่างดี….อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 9 อาหารจากธรรมชาติสำหรับลดอาการเจ็บและปวดกล้ามเนื้อ

ใช้เครื่องมือเข้าช่วย อย่าง การใช้ถุงน่องเเบบ Compression เพื่อบูสการ Recovery (compression sock) หรือจะเป็นการใช้ Rolling Form เป็นต้น เน้นการนวดประคบเเบบนุ่มนวล ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ออกเดินเบาๆ สัก15-20 นาที พอ
(ทานฟักทอง 2 ชิ้น กับบีทรูท 1 ลูก นอนพักผ่อน)

Day 2: เอาเเค่เดินไปมา 15-20 งดงานวิ่งทุกชนิด
(ทานฟักทอง 1 ชิ้น กับบีทรูท 1 ลูก กับเดินเบาๆ 20 นาที)

Day 3: วิ่งเบาๆ เพื่อ recovery สัก 20 นาที จะลองลงสระว่ายน้ำก็ได้นะ
(ทานฟักทอง 1 ชิ้น กับบีทรูท 1 ลูก วิ่งช้าๆ 20 นาที Pace 10)
แล้วทำกายบริหาร ซิตอัพ 40 ครั้ง 3 เซ็ต, จานทวิส 15 นาที, โยกบาร์ 100 ครั้ง จบด้วยการยืดเหยียดด้วยท่าหมอเมย์ 3 เซ็ตๆ 2 นาที

Day 4: พัก
(ทานฟักทอง 1 ชิ้น กับบีทรูท 1 ลูก นอนพักผ่อน)

Day 5: ณ ตอนนี้คาดว่าอาการปวดคงทุเลาลง ออกกำลังกายบังเน้นการเดินวิ่งเบาๆ 10-20 นาที การว่ายน้ำยังคงเเนะนำ เพื่อลดเเรงกดลงฝ่าเท้าเเละขา
(วิ่งเบาๆ 20 นาที)
แล้วทำกายบริหาร ซิตอัพ 40 ครั้ง 3 เซ็ต, จานทวิส 15 นาที, โยกบาร์ 100 ครั้ง จบด้วยการยืดเหยียดด้วยท่าหมอเมย์ 3 เซ็ตๆ 2 นาที

Day 6:  พัก

Day 7: เริ่มออกวิ่งเบาๆ 30 นาที จะใช้การปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำเเทนก็ได้
(วิ่ง 5k (2 รอบสวนลุม) 38 นาที รอบละ 19 นาที)
แล้วทำกายบริหาร ซิตอัพ 40 ครั้ง 3 เซ็ต, จานทวิส 15 นาที, โยกบาร์ 100 ครั้ง จบด้วยการยืดเหยียดด้วยท่าหมอเมย์ 3 เซ็ตๆ 2 นาที

Day 8: วิ่งสบายๆ 20-30 นาที จะใช้การปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำเเทนก็ได้
(วิ่ง 5k (2 รอบสวนลุม) 30 นาที / รอบแรก 15 นาที รอบสอง วิ่งเรื่อยๆ มาเร่งช่วงกิโลหลัง จนเข้า 15 นาที เหมือนจะเข้าที่ล่ะ แต่สังเกตุต้นขาขวาตึงๆ เจ็บๆ นิสๆ)
แล้วทำกายบริหาร ซิตอัพ 40 ครั้ง 3 เซ็ต, จานทวิส 15 นาที, โยกบาร์ 100 ครั้ง จบด้วยการยืดเหยียดด้วยท่าหมอเมย์ 3 เซ็ตๆ 2 นาที

Day 9: พัก

Day 10: วิ่งสบายๆ 20-30 นาที ในเวลานี้ อาการบวดปวมต่างๆ น่าจะหายไปเเล้ว เริ่มลงเท้าได้เหมือนเดิม
(วิ่ง 5k (6 รอบสวนพระราม 3) 31 นาที)
แล้วทำกายบริหาร ซิตอัพ 40 ครั้ง 3 เซ็ต, จานทวิส 15 นาที, โยกบาร์ 100 ครั้ง จบด้วยการยืดเหยียดด้วยท่าหมอเมย์ 3 เซ็ตๆ 2 นาที

Day 11: วิ่งจังหวะเบาๆ 30-45 นาที ลองสังเกตอาการของร่างกายไปในตัวด้วย ถ้าดีขึ้นก็อย่าเพิ่งใส่สุดเกียร์ ผ่อนหนักผ่อนเบาไว้
(วิ่ง 5k (6 รอบสวนพระราม 3) 32 นาที
แล้วทำกายบริหาร ซิตอัพ 40 ครั้ง 3 เซ็ต, จานทวิส 15 นาที, โยกบาร์ 100 ครั้ง จบด้วยการยืดเหยียดด้วยท่าหมอเมย์ 3 เซ็ตๆ 1 นาที

Day 12: พัก

Day 13: ออกวิ่งเบาๆ 30-45 นาที

Day 14: ออกวิ่ง 30-45 นาทีเหมือนเดิม ตามทฤษฎีคุณน่าจะหายเป็นปกติ (พื้นตัวเต็มที่) ภายใน 2 สัปดาห์ ให้ค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นของการฝึกต่อไป

กิจกรรมที่สามารถทดเเทนการวิ่งเเต่ยังคงช่วยรักษาระบบความฟิตได้ เช่น การว่ายน้ำและการปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นกีฬาประเภท Low impact จะให้โอกาสาเราได้พัก ส่วนการเล่นโยคะ ก็จะมีประโยชน์ในการยืดคลายกล้ามเนื้อ

ที่มา : https://www.stepextra.com/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B8%99/

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รีวิวงานนาวิกโยธิน มาราธอน 2017

จบฟูลมาราธอนครั้งที่ 2 ทำเวลา 4 ชม. 42 นาที เร็วกว่าจอมบึงมาราธอน 1 นาที แต่เส้นทางสนามความยากต่างกันมาก คือ ช่วงปล่อยตัวออกไปก็ขึ้นลงเขาเลย ประมาณ 3 กิโล ช่วงกลางก็มีขึ้นลงเนินอีกเรื่อยๆ จนช่วงสุดท้ายก็มีอีก 2 เนินยาวๆ และก่อนเข้าเส้นชัย 700 เมตรก็มีอีก 1 เนิน

วันนี้โชคดีได้เจอหมอเมย์ พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กับแม่ท่านด้วย ได้ขอบคุณครับคุณหมอ ผมจบฟูลแบบไม่เจ็บเลย ด้วยการบริหารตามหมอตั้งแต่ออกคลิปก่อนหน้านี้ งานนี้ได้เจอตัวจริงหมอน่ารักใจดีเป็นกันเองมากครับ คาดว่าพอจบการคุยหมดก็ไปถ่ายคลิปสั้นที่ชายหาดเตยงามเลย เป็นคลิปแบบรวบรัดสำหรับคนมีเวลาน้อย

การวิ่งของตัวผมวันนี้ : ปล่อยตัวออกมาก็วิ่งช้าไปซัก 20 นาที ก็ไล่ตาม Pacer 4.30 จนทันและวิ่งตาม Pacer 4.30 ตั้งแต่ 8K จนถึง 40K ตรงนี้เจอ 2 เนินสุดท้ายตะคริวจะขึ้น ต้องวิ่งประครองจนจบ ไม่ได้หยุดเดินเลยเพราะถ้าหยุดตะคริวขึ้นแน่นอน เสียดายที่ไม่ได้ศึกษาสภาพเส้นทางจึงไม่ได้ซ้อมขึ้นเนินเลย ไม่งั้นคงตามติด Pacer 4.30 ได้จนเข้าเส้นชัย

ปีนี้อากาศดีมากไม่ร้อนเลย ชายหาดสวยตลอดเส้นทาง ลมทะเลสดชื่นมาก แดดอ่อนๆ มาออกตอน 9-10 โมงไปแล้ว ทางชมรมฯและฝ่ายทหารนาวิกโยธินจัดงานได้ดีมาก เพื่อนๆ คอมเม้นท์ใน fb ชมรมฯ ให้คะแนน 9/10 ตัวผมก็คิดเช่นนั้น

สถานที่จัดงานถ่ายตอน 11 โมงเช้าวันเสาร์ คนยังไม่ค่อยมาถึง

วิ่งตาม Pacer 4.30 @ จุดกลับตัว 16K ท่าเรือหลวงจักรีนฤเบศร

รูปตรงวงเวียนกรมหลวงชุมพรฯ ทางเข้าหลัก หลังจากผ่านเนินมรณะ


ถึงตรงนี้ 8:15 น. ตรงจุด U-Turn บนเนินสุดท้าย เข้าเส้นชัย 8:27 น. ไม่น่าเชื่อจากตรงนี้ไปถึงเส้นชัยใช้เวลาไป 12 นาที ระยะทางแค่ 1K วิ่งเหมือนเดินเร็ว (Pace 12 ) ฮ่าฮ่าฮ่า







เข้าเส้นชัย