วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
อยากโหลดคาร์บให้ได้ผล ต้องรู้จัก Good Carb (คาร์บดี) และ Bad Carb (คาร์บไม่ดี)
“โหลดคาร์บ” หรือการเพิ่มสัดส่วนในการรับประทานอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต
เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นักวิ่ง นักปั่น และนักไตรกีฬา เลือกใช้ควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมออกกำลังกาย
เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสำรองเพียงพอ และพร้อมใช้ในวันที่ต้องลงสนามแข่งขัน
คาร์บ หรือ คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารหลากหลายชนิด
แต่ก็ใช่ว่าอาหารที่มีคาร์บทุกชนิดจะดีไปสะหมดทุกอย่าง
บทความนี้จะมาแนะนำการเลือกรับประทานคาร์บดี (Good Carb)
และคาร์บที่ไม่ดี (Bad Carb) พร้อมยกตัวอย่างรายการอาหารทานเล่นเพียบ!
คาร์บดี คืออะไร?
คาร์บดี คือ อาหารจำพวกแป้งที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ฟอกสี หรือดัดแปลง
ทำให้ยังคงคุณค่าและสารอาหารไว้อย่างครบถ้วน
ลักษณะของอาหารที่เป็นคาร์บดี (Good Carb)
มีกากใยสูง (High fiber)
ทำจากน้ำตาลทรายธรรมชาติ ไม่ฟอกสี
มีค่า Glycemic (GI) ต่ำ
(ค่า GI คือค่าความเร็วของการดูดซึมน้ำตาลและแป้งเข้าสู่กระแสเลือด
ค่าต่ำหมายถึงร่างกายใช้เวลาย่อยและดูดซึมช้า ทำให้รู้สึกอิ่มได้นาน)
แปรเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลช้า
ใช้ระยะเวลาในการย่อยช้า
ให้พลังงานนาน
อิ่มท้องหรืออยู่ท้องได้นาน
รับประทานแล้วไม่ทำให้อ้วน ช่วยให้น้ำหนักลดลง
ตัวอย่างอาหารที่เป็นคาร์บดี
ผลไม้สด (fresh fruits)
ผักสด (fresh vegetables)
พืชตระกูลถั่ว (legumes)
ถั่วที่เป็นฝัก (beans) เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วแขก
ถั่วลันเตา (peas)
ถั่วเลนทิล (lentils)
ธัญพืช (whole grains) ที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย
มีใยอาหารสูง เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์
ข้าวกล้อง (brown rice)
คีนัว (quinoa)
ข้าวโอ๊ต (pure oats)
เมล็ดฟักทอง (pumpkin seeds)
เมล็ดเชีย (chia seeds)
เมล็ดทานตะวัน (sunflower seeds)
มันเทศ (sweet potato)
มันฝรั่ง (potatoes)
ถั่ววอลนัท (walnuts)
ถั่วลิสง (peanuts)
อัลมอนด์ (almonds)
แมคาเดเมีย (macadamia nuts)
เฮเซลนัต (hazelnuts)
คาร์บไม่ดี คืออะไร?
คาร์บไม่ดี คือ อาหารจำพวกแป้งที่ผ่านกระบวนการขัดสี ฟอกสี ดัดแปลง
เพื่อให้มีรสชาติที่อร่อยขึ้น แต่คุณค่าของสารอาหารจะลดลง
ลักษณะของอาหารที่เป็นคาร์บที่ไม่ดี (Bad Carb)
มีกากใยน้อย (Low fiber)
ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น ฟอกสี ขัดสี ปรุงแต่ง
ย่อยเร็ว
รับประทานแล้วเกิดอาการหิวเร็ว
ให้พลังงานน้อย
เปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลเร็ว ทำให้ร่างกายต้องผลิตอินซูลินออกมามากส่งผลไม่ดีต่อร่างกาย
มีค่า Glycemic (GI) สูง ทำให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายสูงเกินความจำเป็น
อาหารที่มีแคลอรี่สูง เปลี่ยนไปเป็นไขมันง่าย ทำให้ร่างกายสะสมเป็นไขมัน
อาหารที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม
ตัวอย่างอาหารที่เป็นคาร์บไม่ดี
น้ำผลไม้ (fruit Juices)
น้ำอัดลม (soda pop)
คุกกี้ (cookies)
ขนมอบ ขนมกรุบกรอบกินเล่น (pastries)
เค้ก (cake)
ขนมปังขาว (white bread)
ขนมปังกรอบ (crackers)
พาสต้า (pasta)
ช็อคโกแลต ลูกอม ลูกกวาด (chocolate, candy)
ไอศกรีม (ice cream)
ไอศกรีมโยเกิร์ต (frozen yogurt)
มันฝรั่งทอดกรอบ (potato chips)
เฟรนช์ฟราย (French fries)
หากใครอยากใช้ “เทคนิคโหลดคาร์บ”
เพื่อการสำรองพลังงานที่มีประสิทธิภาพและได้ผล
อย่าลืม! เลือกรับประทานอาหารที่เป็นคาร์บดีนะคะ
ที่มา http://www.vrunvride.com/what-is-good-carb-and-bad-carb-with-example-food-list/?fbclid=IwAR3THRUU_2abLAwVC2YrqrovvxVpcKCdmDyeX40w9lbpRhGs3zD94JFMExE
เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นักวิ่ง นักปั่น และนักไตรกีฬา เลือกใช้ควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมออกกำลังกาย
เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสำรองเพียงพอ และพร้อมใช้ในวันที่ต้องลงสนามแข่งขัน
คาร์บ หรือ คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารหลากหลายชนิด
แต่ก็ใช่ว่าอาหารที่มีคาร์บทุกชนิดจะดีไปสะหมดทุกอย่าง
บทความนี้จะมาแนะนำการเลือกรับประทานคาร์บดี (Good Carb)
และคาร์บที่ไม่ดี (Bad Carb) พร้อมยกตัวอย่างรายการอาหารทานเล่นเพียบ!
คาร์บดี คืออะไร?
คาร์บดี คือ อาหารจำพวกแป้งที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ฟอกสี หรือดัดแปลง
ทำให้ยังคงคุณค่าและสารอาหารไว้อย่างครบถ้วน
ลักษณะของอาหารที่เป็นคาร์บดี (Good Carb)
มีกากใยสูง (High fiber)
ทำจากน้ำตาลทรายธรรมชาติ ไม่ฟอกสี
มีค่า Glycemic (GI) ต่ำ
(ค่า GI คือค่าความเร็วของการดูดซึมน้ำตาลและแป้งเข้าสู่กระแสเลือด
ค่าต่ำหมายถึงร่างกายใช้เวลาย่อยและดูดซึมช้า ทำให้รู้สึกอิ่มได้นาน)
แปรเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลช้า
ใช้ระยะเวลาในการย่อยช้า
ให้พลังงานนาน
อิ่มท้องหรืออยู่ท้องได้นาน
รับประทานแล้วไม่ทำให้อ้วน ช่วยให้น้ำหนักลดลง
ตัวอย่างอาหารที่เป็นคาร์บดี
ผลไม้สด (fresh fruits)
ผักสด (fresh vegetables)
พืชตระกูลถั่ว (legumes)
ถั่วที่เป็นฝัก (beans) เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วแขก
ถั่วลันเตา (peas)
ถั่วเลนทิล (lentils)
ธัญพืช (whole grains) ที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย
มีใยอาหารสูง เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์
ข้าวกล้อง (brown rice)
คีนัว (quinoa)
ข้าวโอ๊ต (pure oats)
เมล็ดฟักทอง (pumpkin seeds)
เมล็ดเชีย (chia seeds)
เมล็ดทานตะวัน (sunflower seeds)
มันเทศ (sweet potato)
มันฝรั่ง (potatoes)
ถั่ววอลนัท (walnuts)
ถั่วลิสง (peanuts)
อัลมอนด์ (almonds)
แมคาเดเมีย (macadamia nuts)
เฮเซลนัต (hazelnuts)
คาร์บไม่ดี คืออะไร?
คาร์บไม่ดี คือ อาหารจำพวกแป้งที่ผ่านกระบวนการขัดสี ฟอกสี ดัดแปลง
เพื่อให้มีรสชาติที่อร่อยขึ้น แต่คุณค่าของสารอาหารจะลดลง
ลักษณะของอาหารที่เป็นคาร์บที่ไม่ดี (Bad Carb)
มีกากใยน้อย (Low fiber)
ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น ฟอกสี ขัดสี ปรุงแต่ง
ย่อยเร็ว
รับประทานแล้วเกิดอาการหิวเร็ว
ให้พลังงานน้อย
เปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลเร็ว ทำให้ร่างกายต้องผลิตอินซูลินออกมามากส่งผลไม่ดีต่อร่างกาย
มีค่า Glycemic (GI) สูง ทำให้ปริมาณน้ำตาลในร่างกายสูงเกินความจำเป็น
อาหารที่มีแคลอรี่สูง เปลี่ยนไปเป็นไขมันง่าย ทำให้ร่างกายสะสมเป็นไขมัน
อาหารที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม
ตัวอย่างอาหารที่เป็นคาร์บไม่ดี
น้ำผลไม้ (fruit Juices)
น้ำอัดลม (soda pop)
คุกกี้ (cookies)
ขนมอบ ขนมกรุบกรอบกินเล่น (pastries)
เค้ก (cake)
ขนมปังขาว (white bread)
ขนมปังกรอบ (crackers)
พาสต้า (pasta)
ช็อคโกแลต ลูกอม ลูกกวาด (chocolate, candy)
ไอศกรีม (ice cream)
ไอศกรีมโยเกิร์ต (frozen yogurt)
มันฝรั่งทอดกรอบ (potato chips)
เฟรนช์ฟราย (French fries)
หากใครอยากใช้ “เทคนิคโหลดคาร์บ”
เพื่อการสำรองพลังงานที่มีประสิทธิภาพและได้ผล
อย่าลืม! เลือกรับประทานอาหารที่เป็นคาร์บดีนะคะ
ที่มา http://www.vrunvride.com/what-is-good-carb-and-bad-carb-with-example-food-list/?fbclid=IwAR3THRUU_2abLAwVC2YrqrovvxVpcKCdmDyeX40w9lbpRhGs3zD94JFMExE
วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บาดเจ็บอยู่... วิ่งได้หรือไม่???
เวลาที่นักวิ่งมีอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง คำแนะนำที่เจอบ่อยๆก็คือ “หยุดวิ่ง” “พักก่อน” “ไม่หยุดไม่หายนะ”... แต่ถึงแม้จะหยุดพักก็ตาม นักวิ่งส่วนหนึ่งเมื่อกลับมาวิ่งใหม่ ก็จะเจ็บซ้ำที่เดิมๆอีก แล้วก็วนลูปอยู่แบบนั้น จนเลิกวิ่งไปเอง
แต่เดิมนั้นเราเคยแนะนำกันว่า เวลาที่มีอาการบาดเจ็บ ต้องทำ “PRICE” ตัวย่อก็หมายความตามนี้ครับ
P = Protection (ปกป้องส่วนที่บาดเจ็บ ไม่ให้มีการบาดเจ็บเพิ่ม)
R = Rest (พัก หรือหยุดใช้งานส่วนที่บาดเจ็บ)
I = Ice (ประคบเย็น เพื่อลดอาการอักเสบ)
C = Compression (กด รัด พัน เอาไว้ ไม่ให้บวมมาก)
E = Elevation (ยกสูง เพื่อไม่ให้เลือด สารน้ำมาคั่ง จะได้ไม่บวมมากเช่นกัน)
----------------------------
แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคอนเซปนึงในการรักษานักกีฬาที่บาดเจ็บที่พูดถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ และเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมพอสมควร... คอนเซปใหม่ที่พูดถึงคือ “POLICE” เปลี่ยนจากตัว “R” หรือการหยุดพัก เป็น “OL = Optimal Loading” หรือการแนะนำให้ใช้งานได้เท่าที่สามารถครับ
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คอนเซปนี้เริ่มมาจากการรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าครับ ปัจจุบันเราแนะนำให้ขยับเร็วที่สุด ลงน้ำหนักให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ จากเดิมที่ต้องใส่เฝือกกันนานๆ ซึ่งบางคนอาจจะเจ็บแค่เล็กน้อย หรือแค่กลัวเจ็บเลยไม่ยอมถอดซักทีจนข้อเท้าติด แล้วก็ต้องมานั่งแก้ไขกันอีกรอบ
งานวิจัยหลายๆงานช่วงหลังก็สรุปออกมาได้ว่า การที่ใช้งานเร็วขึ้น จะช่วยให้ป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดี และทำให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่า หายจากอาการบาดเจ็บได้เร็วขึ้น... ไม่ต้องสร้างกล้ามเนื้อใหม่ หรือไม่ต้องยืดดัดข้อต่อที่ติด ซึ่งทำให้เสียเวลาในการรักษา และกลับไปเล่นกีฬาอย่างมาก
----------------------------
Optimal Loading นั้น ไม่ได้หมายถึงการใช้งานบริเวณที่บาดเจ็บนั้นไปเรื่อยๆอย่างเดียวนะครับ แต่ยังรวมถึง การป้องกัน เช่น อาจจะใส่ที่ประคองเข่าไปด้วยในช่วงที่ยังมีอาการอยู่ หรือใช้ไม้เท้าช่วยเดินก่อน ไม่ให้ลงน้ำหนักมากเกิน... การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก็สามารถเริ่มทำได้ในช่วงที่ยังมีอาการอยู่ แต่ต้องไม่หนักเกินไป... และการทำกายภาพเพื่อลดอาการอักเสบ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
อาการบาดเจ็บจากการวิ่งเองนั้น ก็มีหลายอาการที่สามารถรักษาไปด้วย วิ่งต่อไปด้วยได้ เพราะถ้าเราหยุดรอให้หาย แล้วไม่ได้แก้สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอจะรับแรงจากการวิ่งที่มากขึ้น... เวลากลับมาวิ่ง ก็เจ็บใหม่อยู่ดีครับ
ดังนั้น อาการอย่างเช่น รองช้ำ, เอ็นข้างเข่าอักเสบ (IT band syndrome) หรือเอ็นใต้สะบ้าอักเสบ เป็นต้น... เราก็ยังสามารถที่จะวิ่งต่อไปได้ พร้อมๆไปกับการออกกำลังเสริมความแข็งแรง การยืดเหยียด โดยอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมการซ้อมร่วมด้วย เพื่อไม่ให้ความฟิตหายไป แล้วต้องมาเริ่มใหม่จากศูนย์กันอีกครับ (ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของโค้ชวิ่งแล้วล่ะครับ ว่าจะปรับตารางอย่างไร แนะนำอะไรเพิ่มเติมบ้าง)
----------------------------
สุดท้ายนี้ ปัจจุบันยังไม่มีสูตรสำเร็จของแต่ละอาการบาดเจ็บนะครับ ว่าเจ็บอะไร ต้อง Optimal Loading แบบไหน ซึ่งผมก็คิดว่าไม่น่าจะมีด้วยในอนาคต... ถ้าทำอะไรแล้วเจ็บมากขึ้น อันนี้ต้องหลีกเลี่ยงครับ แต่ถ้าตึงๆเฉยๆ ทำได้จนจบ และอาการเจ็บควรจะน้อยลงเรื่อยๆ อันนี้ถึงจะเป็น Optimal Loading ครับ
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้ตัวเอง อย่าฝืนนะครับ เป็นห่วง
หมอแป๊ป
แต่เดิมนั้นเราเคยแนะนำกันว่า เวลาที่มีอาการบาดเจ็บ ต้องทำ “PRICE” ตัวย่อก็หมายความตามนี้ครับ
P = Protection (ปกป้องส่วนที่บาดเจ็บ ไม่ให้มีการบาดเจ็บเพิ่ม)
R = Rest (พัก หรือหยุดใช้งานส่วนที่บาดเจ็บ)
I = Ice (ประคบเย็น เพื่อลดอาการอักเสบ)
C = Compression (กด รัด พัน เอาไว้ ไม่ให้บวมมาก)
E = Elevation (ยกสูง เพื่อไม่ให้เลือด สารน้ำมาคั่ง จะได้ไม่บวมมากเช่นกัน)
----------------------------
แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคอนเซปนึงในการรักษานักกีฬาที่บาดเจ็บที่พูดถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ และเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมพอสมควร... คอนเซปใหม่ที่พูดถึงคือ “POLICE” เปลี่ยนจากตัว “R” หรือการหยุดพัก เป็น “OL = Optimal Loading” หรือการแนะนำให้ใช้งานได้เท่าที่สามารถครับ
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คอนเซปนี้เริ่มมาจากการรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าครับ ปัจจุบันเราแนะนำให้ขยับเร็วที่สุด ลงน้ำหนักให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ จากเดิมที่ต้องใส่เฝือกกันนานๆ ซึ่งบางคนอาจจะเจ็บแค่เล็กน้อย หรือแค่กลัวเจ็บเลยไม่ยอมถอดซักทีจนข้อเท้าติด แล้วก็ต้องมานั่งแก้ไขกันอีกรอบ
งานวิจัยหลายๆงานช่วงหลังก็สรุปออกมาได้ว่า การที่ใช้งานเร็วขึ้น จะช่วยให้ป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดี และทำให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่า หายจากอาการบาดเจ็บได้เร็วขึ้น... ไม่ต้องสร้างกล้ามเนื้อใหม่ หรือไม่ต้องยืดดัดข้อต่อที่ติด ซึ่งทำให้เสียเวลาในการรักษา และกลับไปเล่นกีฬาอย่างมาก
----------------------------
Optimal Loading นั้น ไม่ได้หมายถึงการใช้งานบริเวณที่บาดเจ็บนั้นไปเรื่อยๆอย่างเดียวนะครับ แต่ยังรวมถึง การป้องกัน เช่น อาจจะใส่ที่ประคองเข่าไปด้วยในช่วงที่ยังมีอาการอยู่ หรือใช้ไม้เท้าช่วยเดินก่อน ไม่ให้ลงน้ำหนักมากเกิน... การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก็สามารถเริ่มทำได้ในช่วงที่ยังมีอาการอยู่ แต่ต้องไม่หนักเกินไป... และการทำกายภาพเพื่อลดอาการอักเสบ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
อาการบาดเจ็บจากการวิ่งเองนั้น ก็มีหลายอาการที่สามารถรักษาไปด้วย วิ่งต่อไปด้วยได้ เพราะถ้าเราหยุดรอให้หาย แล้วไม่ได้แก้สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอจะรับแรงจากการวิ่งที่มากขึ้น... เวลากลับมาวิ่ง ก็เจ็บใหม่อยู่ดีครับ
ดังนั้น อาการอย่างเช่น รองช้ำ, เอ็นข้างเข่าอักเสบ (IT band syndrome) หรือเอ็นใต้สะบ้าอักเสบ เป็นต้น... เราก็ยังสามารถที่จะวิ่งต่อไปได้ พร้อมๆไปกับการออกกำลังเสริมความแข็งแรง การยืดเหยียด โดยอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมการซ้อมร่วมด้วย เพื่อไม่ให้ความฟิตหายไป แล้วต้องมาเริ่มใหม่จากศูนย์กันอีกครับ (ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของโค้ชวิ่งแล้วล่ะครับ ว่าจะปรับตารางอย่างไร แนะนำอะไรเพิ่มเติมบ้าง)
----------------------------
สุดท้ายนี้ ปัจจุบันยังไม่มีสูตรสำเร็จของแต่ละอาการบาดเจ็บนะครับ ว่าเจ็บอะไร ต้อง Optimal Loading แบบไหน ซึ่งผมก็คิดว่าไม่น่าจะมีด้วยในอนาคต... ถ้าทำอะไรแล้วเจ็บมากขึ้น อันนี้ต้องหลีกเลี่ยงครับ แต่ถ้าตึงๆเฉยๆ ทำได้จนจบ และอาการเจ็บควรจะน้อยลงเรื่อยๆ อันนี้ถึงจะเป็น Optimal Loading ครับ
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้ตัวเอง อย่าฝืนนะครับ เป็นห่วง
หมอแป๊ป
วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
ลายแทงสำหรับคนอยากวิ่งเทรล...ไปงานไหนดี ??
เข้าเรื่อง ๆ "งานวิ่งเทรล" จะมีรายละเอียดที่ต่างกับ "งานวิ่งถนน" อยู่พอสมควร ก่อนที่เราจะมือลั่นกดสมัครวิ่งเนี่ย ต้องดูให้ดี ๆ ก่อน บางงานก็ง่าย ๆ ชิล ๆ แต่บางงานนี่ถ้าไม่มีประสบการณ์แล้วเผลอลั่นสมัครล่ะมึ๊งงงง...หนังชีวิตดี ๆ เลย
ส่วนวิธีจะดูว่างานไหน "ง่าย" งานไหน "ยาก" มีดังนี้
1. ถามเพือน 🙊🤥
ใช่ครับ ถามเพื่อนที่มีประสบการณ์ ถ้ามันไม่เกลียดคุณ หรือเมากาวจนสมองบวม เค้าน่าจะช่วยแนะนำได้
2. สภาพอากาศเนี่ย ☀️🌧
ถ้าเป็นช่วงอากาศร้อน ๆ หรือ ฝนตกหนัก ๆ เนี่ย จะทำให้ความยากของการวิ่งเทรลเพิ่มขึ้น
3. ความชันสะสมของสนาม ⛰ ⬆️⬇️
ขี้เกียจอธิบายยาว เอาเป็นว่าถ้าความชันสะสมยิ่งเยอะก็แปลว่าต้องใช้เวลาวิ่งเยอะขึ้น นั่นคือ ยากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น
สนาม A ระยะทาง 20 กม. ความชันสะสม 200 ม.
สนาม B ระยะทาง 20 กม. ความชันสะสม 500 ม.
แปลว่าสนาม B ยากกว่าสนาม A
4. สภาพพื้นผิวของสนาม 🏃🏻♂️🏃♀️
สภาพพื้นผิวก็จะมีทั้ง ผิวเรียบ และ ผิวไม่เรียบ อยู่ที่ว่าชอบฟิลลิ่งแบบไหน...ถุ้ยยยย 🤭 คือถ้าเทรลที่ไม่ยากเนี่ยจะเป็นทางดินลูกรังกว้าง วางเท้าไม่ยาก ส่วนพื้นผิวที่ยากก็จะเป็นพวก
หินลอย = หินที่เราเหยียบไปแล้วมันไม่อยู่กับที่ เสี่ยงขาพลิก
หินน้ำตก หินที่มีตะไคร่เกาะ = ลื่นนนน จับกบ 🐸
ดินหนังหมู = ดินเหนียวแข็ง ๆ ที่เคลือบด้วยตะไคร่น้ำ นี่ก็โคตรลื่น
พื้นดินที่ใบไม้ปกคลุมเยอะ ๆ = มองทางยาก วางเท้ายาก เสี่ยงขาพลิก
ทางแคบ ๆ ดินร่วน ๆ วิ่งเลียบขอบผา = อันนี้ต้องมีสมาธิตั้งใจวิ่งดี ๆ เดี๋ยวลื่นตกผากลับจุดเซฟ 👻
🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟
5. อ่านโพสต์นี้ เดี๋ยวแอดอี้สรุปให้ว่างานไหนง่าย งานไหนยาก แต่เป็น คหสต. ล้วน ๆ นะครับ ผิดพลาดประการใดหรือไม่ได้ยกตัวอย่างงานวิ่งไหน ต้องกราบขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ 🙏🏻
เข้าไปอ่านดูในแต่ละรูปได้เลย จำแนกเป็นความยาก 3 ระดับ
📌 เทรลประถม👻
➡️ ไม่ยาก ๆ สายถนนหรือหน้าใหม่ที่ไม่เคยวิ่งเทรลควรเริ่มที่งานนี้
📌 เทรลมัธยม😈
➡️ เหมาะกับคนที่มีประสบการณ์จากเทรลประถม สามารถมาเก็บเลเวลสะสมบุญบารมีได้
📌 เทรลมหาลัย👽
➡️ เหมาะกับผู้ที่ผ่านเทรลมัธยมมาอย่างโชกโชน มีประสบการณ์เดินป่ามาพอสมควร หรือถ้าเกลียดใครให้หลอกมันไปลงงานพวกนี้ 😂
ส่วนวิธีจะดูว่างานไหน "ง่าย" งานไหน "ยาก" มีดังนี้
1. ถามเพือน 🙊🤥
ใช่ครับ ถามเพื่อนที่มีประสบการณ์ ถ้ามันไม่เกลียดคุณ หรือเมากาวจนสมองบวม เค้าน่าจะช่วยแนะนำได้
2. สภาพอากาศเนี่ย ☀️🌧
ถ้าเป็นช่วงอากาศร้อน ๆ หรือ ฝนตกหนัก ๆ เนี่ย จะทำให้ความยากของการวิ่งเทรลเพิ่มขึ้น
3. ความชันสะสมของสนาม ⛰ ⬆️⬇️
ขี้เกียจอธิบายยาว เอาเป็นว่าถ้าความชันสะสมยิ่งเยอะก็แปลว่าต้องใช้เวลาวิ่งเยอะขึ้น นั่นคือ ยากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น
สนาม A ระยะทาง 20 กม. ความชันสะสม 200 ม.
สนาม B ระยะทาง 20 กม. ความชันสะสม 500 ม.
แปลว่าสนาม B ยากกว่าสนาม A
4. สภาพพื้นผิวของสนาม 🏃🏻♂️🏃♀️
สภาพพื้นผิวก็จะมีทั้ง ผิวเรียบ และ ผิวไม่เรียบ อยู่ที่ว่าชอบฟิลลิ่งแบบไหน...ถุ้ยยยย 🤭 คือถ้าเทรลที่ไม่ยากเนี่ยจะเป็นทางดินลูกรังกว้าง วางเท้าไม่ยาก ส่วนพื้นผิวที่ยากก็จะเป็นพวก
หินลอย = หินที่เราเหยียบไปแล้วมันไม่อยู่กับที่ เสี่ยงขาพลิก
หินน้ำตก หินที่มีตะไคร่เกาะ = ลื่นนนน จับกบ 🐸
ดินหนังหมู = ดินเหนียวแข็ง ๆ ที่เคลือบด้วยตะไคร่น้ำ นี่ก็โคตรลื่น
พื้นดินที่ใบไม้ปกคลุมเยอะ ๆ = มองทางยาก วางเท้ายาก เสี่ยงขาพลิก
ทางแคบ ๆ ดินร่วน ๆ วิ่งเลียบขอบผา = อันนี้ต้องมีสมาธิตั้งใจวิ่งดี ๆ เดี๋ยวลื่นตกผากลับจุดเซฟ 👻
🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟🌟
5. อ่านโพสต์นี้ เดี๋ยวแอดอี้สรุปให้ว่างานไหนง่าย งานไหนยาก แต่เป็น คหสต. ล้วน ๆ นะครับ ผิดพลาดประการใดหรือไม่ได้ยกตัวอย่างงานวิ่งไหน ต้องกราบขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ 🙏🏻
เข้าไปอ่านดูในแต่ละรูปได้เลย จำแนกเป็นความยาก 3 ระดับ
📌 เทรลประถม👻
➡️ ไม่ยาก ๆ สายถนนหรือหน้าใหม่ที่ไม่เคยวิ่งเทรลควรเริ่มที่งานนี้
📌 เทรลมัธยม😈
➡️ เหมาะกับคนที่มีประสบการณ์จากเทรลประถม สามารถมาเก็บเลเวลสะสมบุญบารมีได้
📌 เทรลมหาลัย👽
➡️ เหมาะกับผู้ที่ผ่านเทรลมัธยมมาอย่างโชกโชน มีประสบการณ์เดินป่ามาพอสมควร หรือถ้าเกลียดใครให้หลอกมันไปลงงานพวกนี้ 😂
วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
9 ท่าโยคะสำหรับนักวิ่ง
มีประโยชน์ดีเลย 💡
.
นักวิ่งที่ฝึกโยคะไปด้วยจะได้รับผลดีที่ร่างกายมีความอ่อนตัว ยืดหยุ่นขึ้น ช่วยลดอาการบาดเจ็บ แบบฝึกในภาพนี้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่ทั้งนี้หากสนใจจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโยคะ ฝึกอย่างถูกต้อง ตรงจุด เพื่อนๆ จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของคุณครูโยคะที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ระหว่างนี้ลองเข้าไปที่ชาแนลนี้ มีสาธิตทำ Yoga หลังจากวิ่ง หรือ Post Run ความยาว 7 นาที
👇👇👇👇👇👇👇👇👇
🎬 | https://youtu.be/vhLbp8ibmEE
เครดิต : darebee.com
ThaiRun | เพจแรกที่นักวิ่งเลือก
.
นักวิ่งที่ฝึกโยคะไปด้วยจะได้รับผลดีที่ร่างกายมีความอ่อนตัว ยืดหยุ่นขึ้น ช่วยลดอาการบาดเจ็บ แบบฝึกในภาพนี้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่ทั้งนี้หากสนใจจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโยคะ ฝึกอย่างถูกต้อง ตรงจุด เพื่อนๆ จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของคุณครูโยคะที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ระหว่างนี้ลองเข้าไปที่ชาแนลนี้ มีสาธิตทำ Yoga หลังจากวิ่ง หรือ Post Run ความยาว 7 นาที
👇👇👇👇👇👇👇👇👇
🎬 | https://youtu.be/vhLbp8ibmEE
เครดิต : darebee.com
ThaiRun | เพจแรกที่นักวิ่งเลือก
วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
แลกหมัด . . โดย กฤตย์ ทองคง
การวิ่งระยะไกล ไม่เหมือนการวิ่งระยะสั้น พวกเราเข้าเส้นห่างๆกัน เพราะระยะที่มันไกลนี่เองทำให้มันเป็นเช่นนี้
.
แต่มีบางกรณีเหมือนกัน ต่างคนต่างมากันตั้งยี่สิบโลแล้ว เหลือระยะทางเพียงโลเดียว แถมเป็นรุ่นและวัยเดียวกันด้วย อยู่ในวิสัยอันดับทั้งคู่ โดยเฉพาะชิงป้ายอันดับสุดท้าย
.
อย่างนี้ต้องแลกหมัด
.
ในช่วงสุดท้ายก่อนเข้าเส้นกับคู่ประกบคนสุดท้าย การใช้กำลังงาน อยู่ในช่วงก็อกที่สองกันแล้ว พื้นที่รอบๆไม่เหลือใคร มีกันแต่สองคน
.
ยิ่งเป็นแนวหน้าเท่าใด ช่วงสุดท้ายนี้ยิ่งจะเริ่มซดกันยาวไกลมากขึ้น จะสบัดหลุดกันก็ตรงนี้เอง ยิ่งแนวไม่หน้ามากเท่าไร ระยะสลัดนี้จะยิ่งสั้นลงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะไม่สลัด แต่เพราะแต่ละคนไม่มีแรงสลัดใดๆเหลือแล้ว
.
บางรายสลัดกันที่ 400 เมตรสุดท้าย บางรายที่ 200 บางรายได้แค่ 50 เมตร บางรายไม่ได้เลย ตื้อ วิ่งไม่ออก ได้แค่ไหนแค่นั้น ระดับแชม์โลก เขาเริ่มสลัดกันตั้งแต่ก่อนเข้าพรมแดงกัน 2-3 โลนั่นเทียว
.
เขาเอาพลังมาจากไหน จากการฝึกครับ ฝึกอย่างไร จะแตกต่างกันไปแต่ละโค้ช แต่ไม่ใช่ประเด็นในวันนี้
.
ต่อกรณีนี้ สำหรับนักแข่ง ให้จำหลักไว้เพียงว่า อย่าเพิ่งรีบแซง ถ้าแซงต้องแซงให้ขาด ไม่ขาดอย่าแซง นักแข่งจำนวนมากจะมาสลัดให้หลุดจากกันได้ในไม่กี่สิบเมตรสุดท้ายเท่านั้น
.
ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ Mental สำคัญกว่า Physical กว่าจะมาถึงตรงนี้ ทั้งคู่ประกบกันมาเป็นสิบโลแล้ว มาแลกหมัดกันหน้าเส้นนี่เอง
.
เมื่อก็อกที่สองก็หมดแล้ว เหลืออยู่แค่ "ยอม" กำลังถอดใจ ปล่อยก็ปล่อย ฉันกำลังจะขาดใจแล้ว
.
ใครที่กำลังคิดแบบนี้ ห้ามคิดเป็นอันขาด เพราะประสบการณ์ครั้งหนึ่งของผู้เขียนเองเคยดำริที่จะ "ปล่อย" แบบนี้เหมือนกัน แต่เดชะบุญ นายคู่ประกบเราเขาถอดใจก่อนเราวินาทีเดียว อย่างฉับพลันที่กระพริบตา หมัดน็อกก็เข้าเป้า
.
เราที่กำลังจะถอดใจ ไปต่ออีกนิด แต่เร็วขึ้นไม่ได้แล้ว เพียงแต่ไม่ตก ตีคู่เสมอเท่านั้นเอง อย่าถามว่าทรมานไหม สุดๆเลยลูกเอ๋ย และแล้วเกมส์ก็พลิกเมื่อมีบางคนถอดใจ
.
จำไว้ว่า สิ่งที่เรารู้สึกในอกในกล้ามเนื้อ คือของความรู้สึกเราเท่านั้น แต่เราหารู้ไม่ว่า ในอกของคู่ประกบ เขาก็กำลังจะถอดใจเหมือนกัน เราไม่รู้ ติ้ดต่างว่าเกมส์พลิกออกมาว่า เราถอดใจก่อนเขาเพียง 1 วินาที สถานะมีชัยจะเป็นของเขาทันที กำลังจะถอดใจพร้อมกันนั่นแหละ ฝ่ายที่เพลี้ยงพล้ำคือ คนที่ถอดใจก่อนกัน วินาทีเดียวแท้ๆ
.
รักจะเดินสายแข่ง ห้ามถอดใจ ถอดไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่เข้าหลังเส้น
.
ตรงนี้ต่างหากที่เป็นที่มาแห่งคำว่า "อยู่ที่ใจ" ที่ถูกต้อง เด็กสมัยนี้กลับใช้คิดว่า เจ็บแล้วไม่หยุดซ้อม อยู่ที่ใจ เอาใจเอาวินัยเข้าแลก เป็นลัทธิแก้โดยแท้
.
นักแข่งแต่ละคนมีวิธีคิดและวิธีปลุกกำลังใจไม่เหมือนกัน คือจะคิดอย่างไรก็ได้ ที่ทำให้ตัวเองมีพลังไปต่อข้างหน้า ในความเร็วที่เข้มข้นเดิมๆด้วย ค่าที่ว่าที่มาได้ตลอดทั้งเส้นทางนั้น ในส่วนของร่างกายก็เท่าๆไล่เลี่ยกัน ทีนี้ก็เหลือที่ใจแล้ว
.
จำไว้ว่าอดทนต่อไปในไม่กี่นาทีข้างหน้า ผลลัพธ์ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน เราจะพึงใจมันตลอดไป
.
ทุกครั้งที่กลับไปดูเหรียญอันนี้ในอนาคต ทุกครั้งที่เช็ดถูทำความสะอาด ต่อมความทรงจำจะ Recall ถึงการได้มันมาครั้งนั้นอย่างไร และชัยชนะจะอยู่กับเราตลอดไป มันคุ้มค่าครับ
.
ติ้ดต่างว่าแพ้.....ความคำนึงถึงเหรียญหนือถ้วยครั้งนี้ ความทรงจำที่เหลื่อมกันแค่ไม่กี่วินาที มันกลับเต้นระริก ขึ้นมาอีกทุกครั้งที่ลูบคลำ ยังให้เราก็ภาคภูมิอยู่ดี หาน้อยเนื้อต่ำใจใดๆไม่ เราทำได้สุดสามารถแล้ว
.
จดไว้หัวนอนเลย
Pain is temporary
but Pride is forever.
.
เพราะประโยคนี้แท้ๆ ที่ทำให้ผมทะลวงมาจนถึงวันนี้ได้
.
สำหรับใครคิดอย่างไรผมไม่ทราบ แต่สำหรับตัวเอง ถนัดคิดว่า แม้ศึกครั้งนี้อาจแพ้พ่าย แต่ขอให้คนที่ชนะเรา ต้องหนีเราจนปากเขียว หืดขึ้นคอเลย แม้จะแพ้ แต่ขอให้เป็นวินาทีที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นกลวิธีคิดของตัวเองที่เรียกพลังก็อกที่สามออกมา ผมชนะได้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วด้วยวิธีคิดเช่นนี้
.
แม้จะแพ้แน่แล้ว แต่ขอกัดไม่ปล่อย ตราบใดที่ไม่เข้าเส้น อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ เขานำอยู่ดีๆ ตะคิวขึ้นหน้าตาเฉย ความเร็วเขาตกวูบหน้าเส้นไม่กี่เมตรเท่านั้น
.
ถ้าเรากลับถอดใจไปก่อนระยะห่างก็ห่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม้ตะคิวของเขาที่มาช่วยเรา ก็ไม่อาจตามทัน
.
.
(ยังมีต่อในช่องความเห็น)
.
แต่มีบางกรณีเหมือนกัน ต่างคนต่างมากันตั้งยี่สิบโลแล้ว เหลือระยะทางเพียงโลเดียว แถมเป็นรุ่นและวัยเดียวกันด้วย อยู่ในวิสัยอันดับทั้งคู่ โดยเฉพาะชิงป้ายอันดับสุดท้าย
.
อย่างนี้ต้องแลกหมัด
.
ในช่วงสุดท้ายก่อนเข้าเส้นกับคู่ประกบคนสุดท้าย การใช้กำลังงาน อยู่ในช่วงก็อกที่สองกันแล้ว พื้นที่รอบๆไม่เหลือใคร มีกันแต่สองคน
.
ยิ่งเป็นแนวหน้าเท่าใด ช่วงสุดท้ายนี้ยิ่งจะเริ่มซดกันยาวไกลมากขึ้น จะสบัดหลุดกันก็ตรงนี้เอง ยิ่งแนวไม่หน้ามากเท่าไร ระยะสลัดนี้จะยิ่งสั้นลงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะไม่สลัด แต่เพราะแต่ละคนไม่มีแรงสลัดใดๆเหลือแล้ว
.
บางรายสลัดกันที่ 400 เมตรสุดท้าย บางรายที่ 200 บางรายได้แค่ 50 เมตร บางรายไม่ได้เลย ตื้อ วิ่งไม่ออก ได้แค่ไหนแค่นั้น ระดับแชม์โลก เขาเริ่มสลัดกันตั้งแต่ก่อนเข้าพรมแดงกัน 2-3 โลนั่นเทียว
.
เขาเอาพลังมาจากไหน จากการฝึกครับ ฝึกอย่างไร จะแตกต่างกันไปแต่ละโค้ช แต่ไม่ใช่ประเด็นในวันนี้
.
ต่อกรณีนี้ สำหรับนักแข่ง ให้จำหลักไว้เพียงว่า อย่าเพิ่งรีบแซง ถ้าแซงต้องแซงให้ขาด ไม่ขาดอย่าแซง นักแข่งจำนวนมากจะมาสลัดให้หลุดจากกันได้ในไม่กี่สิบเมตรสุดท้ายเท่านั้น
.
ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ Mental สำคัญกว่า Physical กว่าจะมาถึงตรงนี้ ทั้งคู่ประกบกันมาเป็นสิบโลแล้ว มาแลกหมัดกันหน้าเส้นนี่เอง
.
เมื่อก็อกที่สองก็หมดแล้ว เหลืออยู่แค่ "ยอม" กำลังถอดใจ ปล่อยก็ปล่อย ฉันกำลังจะขาดใจแล้ว
.
ใครที่กำลังคิดแบบนี้ ห้ามคิดเป็นอันขาด เพราะประสบการณ์ครั้งหนึ่งของผู้เขียนเองเคยดำริที่จะ "ปล่อย" แบบนี้เหมือนกัน แต่เดชะบุญ นายคู่ประกบเราเขาถอดใจก่อนเราวินาทีเดียว อย่างฉับพลันที่กระพริบตา หมัดน็อกก็เข้าเป้า
.
เราที่กำลังจะถอดใจ ไปต่ออีกนิด แต่เร็วขึ้นไม่ได้แล้ว เพียงแต่ไม่ตก ตีคู่เสมอเท่านั้นเอง อย่าถามว่าทรมานไหม สุดๆเลยลูกเอ๋ย และแล้วเกมส์ก็พลิกเมื่อมีบางคนถอดใจ
.
จำไว้ว่า สิ่งที่เรารู้สึกในอกในกล้ามเนื้อ คือของความรู้สึกเราเท่านั้น แต่เราหารู้ไม่ว่า ในอกของคู่ประกบ เขาก็กำลังจะถอดใจเหมือนกัน เราไม่รู้ ติ้ดต่างว่าเกมส์พลิกออกมาว่า เราถอดใจก่อนเขาเพียง 1 วินาที สถานะมีชัยจะเป็นของเขาทันที กำลังจะถอดใจพร้อมกันนั่นแหละ ฝ่ายที่เพลี้ยงพล้ำคือ คนที่ถอดใจก่อนกัน วินาทีเดียวแท้ๆ
.
รักจะเดินสายแข่ง ห้ามถอดใจ ถอดไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่เข้าหลังเส้น
.
ตรงนี้ต่างหากที่เป็นที่มาแห่งคำว่า "อยู่ที่ใจ" ที่ถูกต้อง เด็กสมัยนี้กลับใช้คิดว่า เจ็บแล้วไม่หยุดซ้อม อยู่ที่ใจ เอาใจเอาวินัยเข้าแลก เป็นลัทธิแก้โดยแท้
.
นักแข่งแต่ละคนมีวิธีคิดและวิธีปลุกกำลังใจไม่เหมือนกัน คือจะคิดอย่างไรก็ได้ ที่ทำให้ตัวเองมีพลังไปต่อข้างหน้า ในความเร็วที่เข้มข้นเดิมๆด้วย ค่าที่ว่าที่มาได้ตลอดทั้งเส้นทางนั้น ในส่วนของร่างกายก็เท่าๆไล่เลี่ยกัน ทีนี้ก็เหลือที่ใจแล้ว
.
จำไว้ว่าอดทนต่อไปในไม่กี่นาทีข้างหน้า ผลลัพธ์ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน เราจะพึงใจมันตลอดไป
.
ทุกครั้งที่กลับไปดูเหรียญอันนี้ในอนาคต ทุกครั้งที่เช็ดถูทำความสะอาด ต่อมความทรงจำจะ Recall ถึงการได้มันมาครั้งนั้นอย่างไร และชัยชนะจะอยู่กับเราตลอดไป มันคุ้มค่าครับ
.
ติ้ดต่างว่าแพ้.....ความคำนึงถึงเหรียญหนือถ้วยครั้งนี้ ความทรงจำที่เหลื่อมกันแค่ไม่กี่วินาที มันกลับเต้นระริก ขึ้นมาอีกทุกครั้งที่ลูบคลำ ยังให้เราก็ภาคภูมิอยู่ดี หาน้อยเนื้อต่ำใจใดๆไม่ เราทำได้สุดสามารถแล้ว
.
จดไว้หัวนอนเลย
Pain is temporary
but Pride is forever.
.
เพราะประโยคนี้แท้ๆ ที่ทำให้ผมทะลวงมาจนถึงวันนี้ได้
.
สำหรับใครคิดอย่างไรผมไม่ทราบ แต่สำหรับตัวเอง ถนัดคิดว่า แม้ศึกครั้งนี้อาจแพ้พ่าย แต่ขอให้คนที่ชนะเรา ต้องหนีเราจนปากเขียว หืดขึ้นคอเลย แม้จะแพ้ แต่ขอให้เป็นวินาทีที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นกลวิธีคิดของตัวเองที่เรียกพลังก็อกที่สามออกมา ผมชนะได้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วด้วยวิธีคิดเช่นนี้
.
แม้จะแพ้แน่แล้ว แต่ขอกัดไม่ปล่อย ตราบใดที่ไม่เข้าเส้น อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ เขานำอยู่ดีๆ ตะคิวขึ้นหน้าตาเฉย ความเร็วเขาตกวูบหน้าเส้นไม่กี่เมตรเท่านั้น
.
ถ้าเรากลับถอดใจไปก่อนระยะห่างก็ห่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม้ตะคิวของเขาที่มาช่วยเรา ก็ไม่อาจตามทัน
.
.
(ยังมีต่อในช่องความเห็น)
วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
AbsorbAir เครื่องเป่าแห้ง และอบโอโซน
เวลาเราไปซ้อมวิ่งยาวๆ กลับมา
ปัญหาที่มักพบเสมอๆ คือ รองเท้าเปียกชื้น
ด้วยสาเหตุหลัก ก็มาจากเหงื่อของเรานั่นแหละ 😥
.
เราคิดว่าเพื่อนๆ หลายคนคงประสบปัญหา
เช่นเดียวกัน และเมื่อรองเท้าเปียกชื้น สิ่งที่ตามมาก็คือ กลิ่นอับ 😭
.
หากโชคดีกลับมานำรองเท้าตากแดด ผึงลมไว้ก็ไม่มีปัญหา แต่เกิดฟ้าไม่เป็นใจหล่ะ จะทำอย่างไร🤔
.
วันนี้ เราเจออุปกรณ์ที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
AbsorbAir เครื่องเป่าแห้ง และอบโอโซน
มาตราฐานยุโรป ขั้นตอนการทำงานก็ไม่ยาก
ขอบคุณ AbsorbAir เครื่องเป่าแห้งรองเท้า
ที่ส่งมาให้เราทดลองใช้
.
หลังจากอ่านคู่มือจบปุ๊บ 😉
เสียบปลั๊ก >> ใส่รองเท้า >> กดตั้งเวลา >> กด ปุ่ม Dry >> กด ปุ่ม Ozone >> จบ ใช้งานง่ายมาก
.
หลังจากนั้นก็รอให้เครื่องทำงาน เราตั้งไว้ประมาณ 30 นาที ระหว่างนั้นก็นั่งเล่นเกมส์อะไรเพลินๆไป
กลับมาอีกที เครื่องจะตัดการทำงานไปเอง เสร็จเรียบร้อย อ่อ ดีแหะ ตัดให้อัตโนมัติเลย ลองทดสอบกลิ่นเสียหน่อยว่าเป็นยังไง
.
โอ้.....อยากจะส่งกลิ่นทะลุจอไปหาเพื่อนๆเลยฮะ รองเท้าวิ่งของเราไม่มีกลิ่นอับชื้นแล้วหล่ะ
เยี่ยมไปเลย 👍
.
ช่วงนี้อาจจะยังไม่เจอปัญหามากนัก แต่พอเข้าหน้าฝนแล้วหล่ะก็ รับรองเลย อับชื้นกันทุกวัน เครื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะรองเท้าวิ่งนะ รองเท้าทุกประเภทสามารถนำมาใช้ได้เลย รวมถึงหมวกกันน็อก นวม ก็ได้เช่นกัน
🚴♂️สายปั่นจักรยาน หรือสายมวย 🥊 น่าจะสนใจ
.
เพื่อนๆ ที่สนใจ 😁 AbsorbAir รุ่น All In One Sterilizer ติดต่อได้ที่ line@absorbair
หรือที่เพจ AbsorbAir ได้เลย
.
ถอดรองเท้าอย่างมั่นใจ
ห่างไกลกลิ่นไม่พึงประสงค์
คำขวัญประจำตัวเราหลังจาก
ค้นพบเจ้า AbsorbAir จ้า
.
รองเท้าในภาพ คือ
News Balance Fuelcell NYC marathon
และ adidas adizero adios 4
.
#absorbair #วิ่งไหนกันปั่นไหนดี
ปัญหาที่มักพบเสมอๆ คือ รองเท้าเปียกชื้น
ด้วยสาเหตุหลัก ก็มาจากเหงื่อของเรานั่นแหละ 😥
.
เราคิดว่าเพื่อนๆ หลายคนคงประสบปัญหา
เช่นเดียวกัน และเมื่อรองเท้าเปียกชื้น สิ่งที่ตามมาก็คือ กลิ่นอับ 😭
.
หากโชคดีกลับมานำรองเท้าตากแดด ผึงลมไว้ก็ไม่มีปัญหา แต่เกิดฟ้าไม่เป็นใจหล่ะ จะทำอย่างไร🤔
.
วันนี้ เราเจออุปกรณ์ที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
AbsorbAir เครื่องเป่าแห้ง และอบโอโซน
มาตราฐานยุโรป ขั้นตอนการทำงานก็ไม่ยาก
ขอบคุณ AbsorbAir เครื่องเป่าแห้งรองเท้า
ที่ส่งมาให้เราทดลองใช้
.
หลังจากอ่านคู่มือจบปุ๊บ 😉
เสียบปลั๊ก >> ใส่รองเท้า >> กดตั้งเวลา >> กด ปุ่ม Dry >> กด ปุ่ม Ozone >> จบ ใช้งานง่ายมาก
.
หลังจากนั้นก็รอให้เครื่องทำงาน เราตั้งไว้ประมาณ 30 นาที ระหว่างนั้นก็นั่งเล่นเกมส์อะไรเพลินๆไป
กลับมาอีกที เครื่องจะตัดการทำงานไปเอง เสร็จเรียบร้อย อ่อ ดีแหะ ตัดให้อัตโนมัติเลย ลองทดสอบกลิ่นเสียหน่อยว่าเป็นยังไง
.
โอ้.....อยากจะส่งกลิ่นทะลุจอไปหาเพื่อนๆเลยฮะ รองเท้าวิ่งของเราไม่มีกลิ่นอับชื้นแล้วหล่ะ
เยี่ยมไปเลย 👍
.
ช่วงนี้อาจจะยังไม่เจอปัญหามากนัก แต่พอเข้าหน้าฝนแล้วหล่ะก็ รับรองเลย อับชื้นกันทุกวัน เครื่องนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะรองเท้าวิ่งนะ รองเท้าทุกประเภทสามารถนำมาใช้ได้เลย รวมถึงหมวกกันน็อก นวม ก็ได้เช่นกัน
🚴♂️สายปั่นจักรยาน หรือสายมวย 🥊 น่าจะสนใจ
.
เพื่อนๆ ที่สนใจ 😁 AbsorbAir รุ่น All In One Sterilizer ติดต่อได้ที่ line@absorbair
หรือที่เพจ AbsorbAir ได้เลย
.
ถอดรองเท้าอย่างมั่นใจ
ห่างไกลกลิ่นไม่พึงประสงค์
คำขวัญประจำตัวเราหลังจาก
ค้นพบเจ้า AbsorbAir จ้า
.
รองเท้าในภาพ คือ
News Balance Fuelcell NYC marathon
และ adidas adizero adios 4
.
#absorbair #วิ่งไหนกันปั่นไหนดี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






