SuReyne Are-Chid ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 11 ภาพลงในอัลบั้ม: Info Pinkie — กับ PinkieEmpire Via PinkieOrchid
17 มกราคม เวลา 05:36 น.
คุณรู้หรือไม่ว่า???
#knowledge
เครดิตให้กับ holistic ali
วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562
วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562
เกิดมาวิ่ง ตอน ๒ พระญี่ปุ่น วิ่งซุปเปอร์อัลตร้า กับการบรรลุธรรม
ไม่เพียงแต่การวิ่งจะทำให้มนุษย์อยู่รอดมาได้ การวิ่งยังถูกใช้เป็นหนทางบำเพ็ญตนเพื่อการบรรลุถึงความจริงและอิสระภาพ
“If You Commit to Nothing, You'll Be Distracted By Everything”
_หากคุณไม่มุ่งมั่นทำอะไรเลย ทุกสิ่งรอบกายจะทำให้คุณไขว้เขว_
พระนิกายเทนไดในประเทศญี่ปุ่นใช้การวิ่งเพื่อเป็นการบำเพ็ญเพียรฝึกเจริญสติเพื่อการบรรลุธรรม
และการฝึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้น เรียกว่า “ไคโฮเกียว” (วิ่งวนรอบภูเขา) เป็นการตั้งปณิธานที่จะวิ่งเจ็ดปีเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายแห่งการหลุดพ้นโดยผ่านการวิ่งในระยะซุปเปอร์อัลตร้า
๑๐๐๐วัน เกือบ ๓๗๐๐๐ กิโลเมตร พระที่ฝึกไคโฮเกียวนั้น จะวิ่งเทรลในบริเวณภูเขาใกล้วัด และสิ่งที่จะสามารถนำติดตัวไปนั้น มีเพียงเทียนไข หนังสือบทสวด และถุงใส่อาหารมังสวิรัติ
ลองมาดู “ตาราง” การฝึกในแต่ละปีของพระที่จะทำ ไคโฮเกียว
ปี ๑ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน
ปี ๒ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน
ปี ๓ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน
ปี ๓ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๒๐๐ วัน
ปี ๕ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๒๐๐ วัน และอีก ๙วัน บำเพ็ญเพียรสันโดษโดยไม่กินอาหาร น้ำ และไม่นอน
ปี ๖ _ ๖๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๒๐๐ วัน
ปี ๗ _ ๘๔กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน และอีก ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน
นับตั้งแต่มีการบันทึกมาตั้งแต่ คศ. ๑๘๘๕ มีพระที่ทำไคโฮเกียวจนครบเพียง ๔๖ รูปเท่านั้น ใครที่ทำสำเร็จจะได้รับการนับถือราวเป็นดั่งพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่
“It is through this endurance, we undoubtedly achieve greater self-awareness, happiness, and peace.”
_ด้วยการฝึกความอดทนนี้เอง ที่เราจะได้รับรู้ถึงตัวตนอย่างลึกซึ้ง ความสุข และสันติ_
นักวิ่งโดยมาก “ฝึก” เพื่อที่จะวิ่ง มาราธอน แต่ไคโฮเกียวมีหลักการที่ตรงกันข้าม
สำหรับไคโฮเกียว มาราธอนนั้นเองคือการฝึก เพื่อให้พระที่ปฏิบัติได้พัฒนาตัวเองจนถึงขั้นบรรลุธรรม
“The constant movement for 1,000 days gives you lots of time to think about this, to reflect on your life. It is a type of meditation through movement. It is a time to meditate on life, on how you should live.”
"การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งพันวันนั้น ให้เวลาเรามากมายเพื่อจะได้คิดและระลึกถึงทุกอย่างในชีวิต เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่งผ่านการเคลื่อนไหว เป็นเวลาที่สำหรับการใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิต และแนวทางของการใช้ชีวิต"
Genshin Fujinami พระเกนชิน ฟูจินามิ ผู้ซึ่งสำเร็จการบำเพ็ญไคโฮเกียว ให้สัมภาษณ์กับนักวิ่ง/นักเขียนจากอังกฤษผู้เขียนหนังสือ วิถีนักวิ่ง ซึ่งได้ไปฝึกวิ่งกับทีมและชมรมวิ่งที่ญี่ปุ่น
การฝึกที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องเป็นเวลานานนี้ เป็นหนทางที่จะทำให้ร่างกาย และ “อัตตา” ของผู้ฝึกไคโฮเกียว ได้รับรู้ถึงประสบการณ์ที่สำคัญและเข้าถึงความว่างเปล่าของร่างกาย ตัวตน และธรรมชาติ
ในบทความหน้า ทีละก้าว:เกิดมาวิ่ง จะพาคุณไปยังประเทศเม็กซิโก เพื่อพบกับชนเผ่าตาราอูมารา ชนเผ่านักวิ่ง
เจ้าของดีไซน์รองเท้า ลูน่า ที่นักวิ่งอัลตร้าชอบใช้
ภาพ เครดิต
_Ryojun Shionuma
_ M YORKE
“If You Commit to Nothing, You'll Be Distracted By Everything”
_หากคุณไม่มุ่งมั่นทำอะไรเลย ทุกสิ่งรอบกายจะทำให้คุณไขว้เขว_
พระนิกายเทนไดในประเทศญี่ปุ่นใช้การวิ่งเพื่อเป็นการบำเพ็ญเพียรฝึกเจริญสติเพื่อการบรรลุธรรม
และการฝึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้น เรียกว่า “ไคโฮเกียว” (วิ่งวนรอบภูเขา) เป็นการตั้งปณิธานที่จะวิ่งเจ็ดปีเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายแห่งการหลุดพ้นโดยผ่านการวิ่งในระยะซุปเปอร์อัลตร้า
๑๐๐๐วัน เกือบ ๓๗๐๐๐ กิโลเมตร พระที่ฝึกไคโฮเกียวนั้น จะวิ่งเทรลในบริเวณภูเขาใกล้วัด และสิ่งที่จะสามารถนำติดตัวไปนั้น มีเพียงเทียนไข หนังสือบทสวด และถุงใส่อาหารมังสวิรัติ
ลองมาดู “ตาราง” การฝึกในแต่ละปีของพระที่จะทำ ไคโฮเกียว
ปี ๑ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน
ปี ๒ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน
ปี ๓ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน
ปี ๓ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๒๐๐ วัน
ปี ๕ _ ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๒๐๐ วัน และอีก ๙วัน บำเพ็ญเพียรสันโดษโดยไม่กินอาหาร น้ำ และไม่นอน
ปี ๖ _ ๖๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๒๐๐ วัน
ปี ๗ _ ๘๔กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน และอีก ๔๐กม ต่อวัน เป็นเวลา ๑๐๐ วัน
นับตั้งแต่มีการบันทึกมาตั้งแต่ คศ. ๑๘๘๕ มีพระที่ทำไคโฮเกียวจนครบเพียง ๔๖ รูปเท่านั้น ใครที่ทำสำเร็จจะได้รับการนับถือราวเป็นดั่งพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่
“It is through this endurance, we undoubtedly achieve greater self-awareness, happiness, and peace.”
_ด้วยการฝึกความอดทนนี้เอง ที่เราจะได้รับรู้ถึงตัวตนอย่างลึกซึ้ง ความสุข และสันติ_
นักวิ่งโดยมาก “ฝึก” เพื่อที่จะวิ่ง มาราธอน แต่ไคโฮเกียวมีหลักการที่ตรงกันข้าม
สำหรับไคโฮเกียว มาราธอนนั้นเองคือการฝึก เพื่อให้พระที่ปฏิบัติได้พัฒนาตัวเองจนถึงขั้นบรรลุธรรม
“The constant movement for 1,000 days gives you lots of time to think about this, to reflect on your life. It is a type of meditation through movement. It is a time to meditate on life, on how you should live.”
"การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งพันวันนั้น ให้เวลาเรามากมายเพื่อจะได้คิดและระลึกถึงทุกอย่างในชีวิต เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่งผ่านการเคลื่อนไหว เป็นเวลาที่สำหรับการใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิต และแนวทางของการใช้ชีวิต"
Genshin Fujinami พระเกนชิน ฟูจินามิ ผู้ซึ่งสำเร็จการบำเพ็ญไคโฮเกียว ให้สัมภาษณ์กับนักวิ่ง/นักเขียนจากอังกฤษผู้เขียนหนังสือ วิถีนักวิ่ง ซึ่งได้ไปฝึกวิ่งกับทีมและชมรมวิ่งที่ญี่ปุ่น
การฝึกที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องเป็นเวลานานนี้ เป็นหนทางที่จะทำให้ร่างกาย และ “อัตตา” ของผู้ฝึกไคโฮเกียว ได้รับรู้ถึงประสบการณ์ที่สำคัญและเข้าถึงความว่างเปล่าของร่างกาย ตัวตน และธรรมชาติ
ในบทความหน้า ทีละก้าว:เกิดมาวิ่ง จะพาคุณไปยังประเทศเม็กซิโก เพื่อพบกับชนเผ่าตาราอูมารา ชนเผ่านักวิ่ง
เจ้าของดีไซน์รองเท้า ลูน่า ที่นักวิ่งอัลตร้าชอบใช้
ภาพ เครดิต
_Ryojun Shionuma
_ M YORKE
วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562
ปีศาจกิโลเมตรที่ 35 คืออะไรกันแน่??
สวัสดีเช้าวันอังคาร เช่นเคยค่ะ...
มาถึงตอนที่ 2 แล้ว กับ การฝึกวิ่งเพื่อพิชิตระยะ ฟูลมาราธอน (42.195 กิโลเมตร)
"วิ่งมาราธอน ฝึกยังไงดี"
ตอนที่ 2 กำแพงพลังงาน...
เพื่อนๆ หลายคน คงเคยได้ยินมาว่า การวิ่งมาราธอน สิ่งที่นักวิ่งหลายคนโดยเฉพาะมือใหม่ จะต้องเจอ คือ "กำแพง" หรือ "ปีศาจในกิโลเมตรที่ 35"
แล้วกำแพง หรือปีศาจที่ว่านี้ มันคืออะไรกันแน่????
ทำไมจะต้องมาเจอที่กิโลเมตรที่ 35 ด้วยล่ะ?
ใครสงสัยแบบนี้เหมือนกันบ้างคะ???
ในกีฬาที่ต้องมีการออกแรงอย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่น การปั่นจักรยาน หรือการวิ่งระยะทางไกล คำว่าชนกำแพง หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Hitting the wall หรือ Bonk ก็คือ อาการหมดแรงอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากการใช้ไกลโคเจนที่สะสมไว้ในตับและกล้ามเนื้อจนหมดเกลี้ยง!
อาการของการหมดพลังงานนี้ นอกจากกล้ามเนื้อจะไม่มีแรงแล้ว สมองยังสั่งการได้ช้ากว่าปกติด้วย (Central Fatigue)
เพราะโดยปกติแล้ว เราต้องใช้พลังงานในการทำให้สมองตื่นตัว และประมวลผล เมื่อสมองเราขาดพลังงาน ขณะที่นักวิ่งมีอาการชนกำแพง ก็จะมีอาการหลายอย่างตามมา เช่น ไม่สามารถคิด คำนวณ หรือสั่งการร่างกายได้
ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 60 กิโลเมตร ที่มีร่างกายปกติ และมีความฟิตในระดับพอสมควร จะใช้พลังงานประมาณ 2,600 แคลอรี่ ตอ่การวิ่งระยะมาราธอน 1 ครั้ง
โดยมีการคำนวณไว้คร่าว ๆ ว่า โดยเฉลี่ย ร่างกายจะมีไกลโคเจนสะสมที่ใช้ได้ทันทีอยู่ที่ประมาณ 2,000 แคลอรี่ ก่อนที่ร่างกายจะชนกำแพง...
แล้วส่วนต่าง 600 แคลอรี่นี้ มาจากไหน???
ทำยังไงเราจึงจะมีพลังงานเพียงพอนะ?
มีหลากหลายวิธี แนวทาง และการฝึก เพื่อป้องกันไม่ให้ชนกำแพงค่ะ...
โดยบทความนี้ ขอแนะนำหลักๆ 3 ข้อด้วยกัน ได้แก่
1) การไม่วิ่งเร็วจนเกินไป
หากเป้าหมายของเรา ไม่ใช่การทำเวลา เราก็ลดความเร็วลง หรือออกตัวให้ช้า นักวิ่งมือใหม่แทบทุกคน มักจะออกตัวเเร็วเกินไป ด้วยความตื่นเต้น และ บรรยากาศพาไป เช่นนี้ เวลาวิ่ง เราควรมีสติ ฟังเสียงร่างกายตัวเอง หรือดูนาฬิหาสปอร์ต(ถ้ามี) ไม่ควรวิ่งที่เกินโซน3 เป็นเวลานานจนเกินไป เพราะการวิ่งเกิน โซน 3 ร่างกายจะใช้ไกลโคเจนล้วน ๆ เลย ไม่สามารถที่จะนำพลังงานจากส่วนอื่นมาช่วยได้ แต่หากเราปรับการวิ่งให้ช้าลง ร่างกายก็จะมีเวลาในการปรับใช้ ดึงไขมันมาเป็นพลังงาน ทำให้ไม่เกิดอาการชนกำแพง
2) เพิ่มความฟิต พัฒนาฟอร์ม และสร้างกล้ามเนื้อ
แน่นอนว่า เมื่อเราฝึก จนร่างกายฟิตมากขึ้น กล้ามเนื้องแข็งแรง และฟอร์มการวิ่งมีประสิทธิภาพ เราก็จะสามารถวิ่งในโซนสามเหมือนเดิม แต่วิ่งได้เร็วขึ้น และยืนระยะได้นานกว่าตอนที่เรายังไม่ได้ฝึก ซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมันและไกลโคเจนสะสมไปพร้อมกันได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะวิ่งในความเร็วที่สูงพอสมควร
การฝึกวิ่งขณะท้องว่าง หรือ Run on Empty ซึ่งได้กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้า เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายปรับใช้ไขมันมาเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้โอกาสเกิดอาการชนกำแพงลดลง
กล้ามเนื้อที่เราใช้ในการวิ่งนั้น ในร่างกายคนทั่วไป จะมีไกลโคเจนสะสมอยู่พอสำหรับการวิ่งแบบหนักพอประมาณ 2-3 ชั่วโมง หลังจากนั้น จะเริ่มเปลี่ยนไปใช้ไขมัน แต่หาากเราไม่เคยฝึกให้ร่างกายใช้ไขมันในการวิ่งเลย ร่างกายจะต้องการเวลาที่นานในการเปลี่ยนไขมันมาเป็นไกลโคเจน และหากเปลี่ยนพลังงานไม่ทัน ร่างกายก็จะ "ชนกำแพง" หรือหมดพลังงานทันที!
3) เติมพลังงาน ก่อน/ ระหว่างการวิ่ง
สิ่งหนึ่งที่นักวิ่งระยะไกลแทบทุกคนทำก่อนวิ่ง ก็คือ "โหลดคาร์บ" หรือ "Carbohydrate loading" ซึ่งก็คือ การทานอาหารจำพวกแป้ง เพื่อสะสมคาร์โบไฮเดรตตั้งแต่ช่วงก่อนวิ่ง โดยหัวใจหลักของการโหลดคาร์บ คือ การกินแป้งเพิ่ม เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสะสมไว้ใช้เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ และเพียงพอต่อการวิ่งที่ยาวนาน
ซึ่งการโหลดคาร์บ ก็มีหลายแนวทาง เช่น "อัด" ตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ก่อนวิ่ง หรือ หนึ่งคืนก่อนวิ่ง และมีเทคนิคอื่นๆ อีกหลายวิธีด้วยกัน
สำหรับมือใหม่ที่ไม่เน้นทำเวลามากนัก ขอแนะนำว่า ช่วง 1 หรือ 2 วันก่อนวิ่ง ให้ลดสัดส่วนของการทานผัก และอาหารกลุ่มโปรตีน แล้วเพิ่มแป้งให้มากที่สุดในคืนก่อนวิ่ง โดยอาจจะทานขนมปังโฮลวีตเพิ่มอีก 1 แถว หลังจากทานข้าวเย็น
หลายคนอาจจะเสียดายว่า วิ่งมาราธอนทั้งที น่าจะเป็นโอกาสในการลดน้ำหนัก..แต่เราขอแนะนำไว้ว่า ให้เติมพลังงานไ้ว้ให้เพียงพอก่อนจะดีกว่าค่ะ
นอกจากนี้ เรายังสามารถเติมพลังงานในระหว่างการวิ่งได้อีกด้วยค่ะ..เช่น การทาน เจลให้พลังงาน น้ำหวาน หรือเครื่องดื่มเกลือแร่ ซึ่งจะช่วยเติมให้เรามีพลังงานเพียงพอ
โดยของที่ทาน ควรเป็นของเหลว และมีส่วนประกอบหลักจำพวกน้ำตาล เพราะเหล่านี้ใช้เวลาในการย่อยออกมาเป็นพลังงานค่อนข้างเร็ว (ประมาณ 5-15 นาที) ไม่ควรทานอาหารประเภท โปรตีน หรือผัก เพราะย่อยได้ช้า และอาจส่งผลให้เกิดแก๊สในท้อง ก็จะทำให้วิ่งได้ไม่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอาหารหรือพลังงานแบบใด อย่าลืมทดลองกินก่อนในช่วงที่ฝึกซ้อม ให้เกิดความคุ้นชินค่ะ
การดื่มน้ำให้เพียงพอ เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะหากร่างกายขาดน้ำ การย่อยก็จะขาดประสิทธิภาพตามไปด้วย ก็จะส่งผลให้การนำอาหารไปเป็นพลังงานทำได้ช้าลง และไม่ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แอดฯจะบอกว่า.. อย่ากลัวกำแพง หรือปีศาจนี้มากเกินไป จนไม่กล้าวิ่งมาราธอนนะคะ..เพราะต่อให้ชนกำแพงขึ้นมาจริงๆ เราก็สามารถจัดการกับมันได้แน่นอนค่ะ..
โดยการวิ่งให้ช้าลง หรือเดิน ไม่ต้องเขินหรืออายที่ไม่ได้วิ่งตลอดระยะ...
ให้เราลองลดความเร็วลงเรื่อยๆ เช็คฟอร์มการวิ่ง ผ่อนคลาย (Relax) ร่างกายและสมอง ดื่มน้ำ เติมพลังงาน ปรับโพสเจ้อให้ดี ตั้งคอให้ตรง..แล้วตั้งใจไปต่อ มุ่งให้ถึงเส้นชัย
อย่าไปกลัวปีศาจ.. โอกาสมาแล้ว...
เผชิญหน้าสู้ ไล่ปีศาจออกไป แล้วคุณจะแข็งแกร่งขึ้น
// อาการชนกำแพงอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้จากการที่กล้ามเนื้อมีกรดแลคติคสะสมมากเกินไป จนล้า ซึ่งจะแตกต่างออกไปจากการชนกำแพงจากการหมดพลังงานนะคะ ซึ่งในส่วนของกรดแลคติคกับการฝึก "อาบ" กรดแลคติก ได้มีบทความก่อนนี้นำเสนอแล้ว...
ในสัปดาห์หน้า เราจะเจอเรื่องนี้กันอีก เกี่ยวกับรายละเอียดในการฝึก และวิ่งแบบไม่ให้ชนกำแพงแลคติคค่ะ....
✅พร้อมแล้ว.. ลุยกันเลยค่ะ..
✍ สมัครได้ที่: www.ChallengeYourself.Run
-----------------------------------------------
🔴 อัพเดทข่าวสาร กิจกรรม และบทความดีๆ ได้ที่ www.facebook.com/ChallengeYourself.Run/
🔴 ติดตามโปรโมชั่นพิเศษ จากเซียงเพียวรีลีฟครีม ได้ที่
Siang Pure Relief Cream
* อย่าลืมกด See First จะได้ไม่พลาดข่าวสาร บทความ และกิจกรรมพิเศษนะคะ *
#ChallengeYourself #ทุกความท้าทายกับเซียงเพียวรีลีฟ #SiangPureReliefCreamChallengeYourselfVirtualRun2018
#Teelakow #ทีละก้าว
มาถึงตอนที่ 2 แล้ว กับ การฝึกวิ่งเพื่อพิชิตระยะ ฟูลมาราธอน (42.195 กิโลเมตร)
"วิ่งมาราธอน ฝึกยังไงดี"
ตอนที่ 2 กำแพงพลังงาน...
เพื่อนๆ หลายคน คงเคยได้ยินมาว่า การวิ่งมาราธอน สิ่งที่นักวิ่งหลายคนโดยเฉพาะมือใหม่ จะต้องเจอ คือ "กำแพง" หรือ "ปีศาจในกิโลเมตรที่ 35"
แล้วกำแพง หรือปีศาจที่ว่านี้ มันคืออะไรกันแน่????
ทำไมจะต้องมาเจอที่กิโลเมตรที่ 35 ด้วยล่ะ?
ใครสงสัยแบบนี้เหมือนกันบ้างคะ???
ในกีฬาที่ต้องมีการออกแรงอย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่น การปั่นจักรยาน หรือการวิ่งระยะทางไกล คำว่าชนกำแพง หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Hitting the wall หรือ Bonk ก็คือ อาการหมดแรงอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากการใช้ไกลโคเจนที่สะสมไว้ในตับและกล้ามเนื้อจนหมดเกลี้ยง!
อาการของการหมดพลังงานนี้ นอกจากกล้ามเนื้อจะไม่มีแรงแล้ว สมองยังสั่งการได้ช้ากว่าปกติด้วย (Central Fatigue)
เพราะโดยปกติแล้ว เราต้องใช้พลังงานในการทำให้สมองตื่นตัว และประมวลผล เมื่อสมองเราขาดพลังงาน ขณะที่นักวิ่งมีอาการชนกำแพง ก็จะมีอาการหลายอย่างตามมา เช่น ไม่สามารถคิด คำนวณ หรือสั่งการร่างกายได้
ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 60 กิโลเมตร ที่มีร่างกายปกติ และมีความฟิตในระดับพอสมควร จะใช้พลังงานประมาณ 2,600 แคลอรี่ ตอ่การวิ่งระยะมาราธอน 1 ครั้ง
โดยมีการคำนวณไว้คร่าว ๆ ว่า โดยเฉลี่ย ร่างกายจะมีไกลโคเจนสะสมที่ใช้ได้ทันทีอยู่ที่ประมาณ 2,000 แคลอรี่ ก่อนที่ร่างกายจะชนกำแพง...
แล้วส่วนต่าง 600 แคลอรี่นี้ มาจากไหน???
ทำยังไงเราจึงจะมีพลังงานเพียงพอนะ?
มีหลากหลายวิธี แนวทาง และการฝึก เพื่อป้องกันไม่ให้ชนกำแพงค่ะ...
โดยบทความนี้ ขอแนะนำหลักๆ 3 ข้อด้วยกัน ได้แก่
1) การไม่วิ่งเร็วจนเกินไป
หากเป้าหมายของเรา ไม่ใช่การทำเวลา เราก็ลดความเร็วลง หรือออกตัวให้ช้า นักวิ่งมือใหม่แทบทุกคน มักจะออกตัวเเร็วเกินไป ด้วยความตื่นเต้น และ บรรยากาศพาไป เช่นนี้ เวลาวิ่ง เราควรมีสติ ฟังเสียงร่างกายตัวเอง หรือดูนาฬิหาสปอร์ต(ถ้ามี) ไม่ควรวิ่งที่เกินโซน3 เป็นเวลานานจนเกินไป เพราะการวิ่งเกิน โซน 3 ร่างกายจะใช้ไกลโคเจนล้วน ๆ เลย ไม่สามารถที่จะนำพลังงานจากส่วนอื่นมาช่วยได้ แต่หากเราปรับการวิ่งให้ช้าลง ร่างกายก็จะมีเวลาในการปรับใช้ ดึงไขมันมาเป็นพลังงาน ทำให้ไม่เกิดอาการชนกำแพง
2) เพิ่มความฟิต พัฒนาฟอร์ม และสร้างกล้ามเนื้อ
แน่นอนว่า เมื่อเราฝึก จนร่างกายฟิตมากขึ้น กล้ามเนื้องแข็งแรง และฟอร์มการวิ่งมีประสิทธิภาพ เราก็จะสามารถวิ่งในโซนสามเหมือนเดิม แต่วิ่งได้เร็วขึ้น และยืนระยะได้นานกว่าตอนที่เรายังไม่ได้ฝึก ซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมันและไกลโคเจนสะสมไปพร้อมกันได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะวิ่งในความเร็วที่สูงพอสมควร
การฝึกวิ่งขณะท้องว่าง หรือ Run on Empty ซึ่งได้กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้า เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายปรับใช้ไขมันมาเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้โอกาสเกิดอาการชนกำแพงลดลง
กล้ามเนื้อที่เราใช้ในการวิ่งนั้น ในร่างกายคนทั่วไป จะมีไกลโคเจนสะสมอยู่พอสำหรับการวิ่งแบบหนักพอประมาณ 2-3 ชั่วโมง หลังจากนั้น จะเริ่มเปลี่ยนไปใช้ไขมัน แต่หาากเราไม่เคยฝึกให้ร่างกายใช้ไขมันในการวิ่งเลย ร่างกายจะต้องการเวลาที่นานในการเปลี่ยนไขมันมาเป็นไกลโคเจน และหากเปลี่ยนพลังงานไม่ทัน ร่างกายก็จะ "ชนกำแพง" หรือหมดพลังงานทันที!
3) เติมพลังงาน ก่อน/ ระหว่างการวิ่ง
สิ่งหนึ่งที่นักวิ่งระยะไกลแทบทุกคนทำก่อนวิ่ง ก็คือ "โหลดคาร์บ" หรือ "Carbohydrate loading" ซึ่งก็คือ การทานอาหารจำพวกแป้ง เพื่อสะสมคาร์โบไฮเดรตตั้งแต่ช่วงก่อนวิ่ง โดยหัวใจหลักของการโหลดคาร์บ คือ การกินแป้งเพิ่ม เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสะสมไว้ใช้เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ และเพียงพอต่อการวิ่งที่ยาวนาน
ซึ่งการโหลดคาร์บ ก็มีหลายแนวทาง เช่น "อัด" ตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ก่อนวิ่ง หรือ หนึ่งคืนก่อนวิ่ง และมีเทคนิคอื่นๆ อีกหลายวิธีด้วยกัน
สำหรับมือใหม่ที่ไม่เน้นทำเวลามากนัก ขอแนะนำว่า ช่วง 1 หรือ 2 วันก่อนวิ่ง ให้ลดสัดส่วนของการทานผัก และอาหารกลุ่มโปรตีน แล้วเพิ่มแป้งให้มากที่สุดในคืนก่อนวิ่ง โดยอาจจะทานขนมปังโฮลวีตเพิ่มอีก 1 แถว หลังจากทานข้าวเย็น
หลายคนอาจจะเสียดายว่า วิ่งมาราธอนทั้งที น่าจะเป็นโอกาสในการลดน้ำหนัก..แต่เราขอแนะนำไว้ว่า ให้เติมพลังงานไ้ว้ให้เพียงพอก่อนจะดีกว่าค่ะ
นอกจากนี้ เรายังสามารถเติมพลังงานในระหว่างการวิ่งได้อีกด้วยค่ะ..เช่น การทาน เจลให้พลังงาน น้ำหวาน หรือเครื่องดื่มเกลือแร่ ซึ่งจะช่วยเติมให้เรามีพลังงานเพียงพอ
โดยของที่ทาน ควรเป็นของเหลว และมีส่วนประกอบหลักจำพวกน้ำตาล เพราะเหล่านี้ใช้เวลาในการย่อยออกมาเป็นพลังงานค่อนข้างเร็ว (ประมาณ 5-15 นาที) ไม่ควรทานอาหารประเภท โปรตีน หรือผัก เพราะย่อยได้ช้า และอาจส่งผลให้เกิดแก๊สในท้อง ก็จะทำให้วิ่งได้ไม่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอาหารหรือพลังงานแบบใด อย่าลืมทดลองกินก่อนในช่วงที่ฝึกซ้อม ให้เกิดความคุ้นชินค่ะ
การดื่มน้ำให้เพียงพอ เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะหากร่างกายขาดน้ำ การย่อยก็จะขาดประสิทธิภาพตามไปด้วย ก็จะส่งผลให้การนำอาหารไปเป็นพลังงานทำได้ช้าลง และไม่ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แอดฯจะบอกว่า.. อย่ากลัวกำแพง หรือปีศาจนี้มากเกินไป จนไม่กล้าวิ่งมาราธอนนะคะ..เพราะต่อให้ชนกำแพงขึ้นมาจริงๆ เราก็สามารถจัดการกับมันได้แน่นอนค่ะ..
โดยการวิ่งให้ช้าลง หรือเดิน ไม่ต้องเขินหรืออายที่ไม่ได้วิ่งตลอดระยะ...
ให้เราลองลดความเร็วลงเรื่อยๆ เช็คฟอร์มการวิ่ง ผ่อนคลาย (Relax) ร่างกายและสมอง ดื่มน้ำ เติมพลังงาน ปรับโพสเจ้อให้ดี ตั้งคอให้ตรง..แล้วตั้งใจไปต่อ มุ่งให้ถึงเส้นชัย
อย่าไปกลัวปีศาจ.. โอกาสมาแล้ว...
เผชิญหน้าสู้ ไล่ปีศาจออกไป แล้วคุณจะแข็งแกร่งขึ้น
// อาการชนกำแพงอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้จากการที่กล้ามเนื้อมีกรดแลคติคสะสมมากเกินไป จนล้า ซึ่งจะแตกต่างออกไปจากการชนกำแพงจากการหมดพลังงานนะคะ ซึ่งในส่วนของกรดแลคติคกับการฝึก "อาบ" กรดแลคติก ได้มีบทความก่อนนี้นำเสนอแล้ว...
ในสัปดาห์หน้า เราจะเจอเรื่องนี้กันอีก เกี่ยวกับรายละเอียดในการฝึก และวิ่งแบบไม่ให้ชนกำแพงแลคติคค่ะ....
✅พร้อมแล้ว.. ลุยกันเลยค่ะ..
✍ สมัครได้ที่: www.ChallengeYourself.Run
-----------------------------------------------
🔴 อัพเดทข่าวสาร กิจกรรม และบทความดีๆ ได้ที่ www.facebook.com/ChallengeYourself.Run/
🔴 ติดตามโปรโมชั่นพิเศษ จากเซียงเพียวรีลีฟครีม ได้ที่
Siang Pure Relief Cream
* อย่าลืมกด See First จะได้ไม่พลาดข่าวสาร บทความ และกิจกรรมพิเศษนะคะ *
#ChallengeYourself #ทุกความท้าทายกับเซียงเพียวรีลีฟ #SiangPureReliefCreamChallengeYourselfVirtualRun2018
#Teelakow #ทีละก้าว
วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562
วิ่งเเล้วขาหนักหน่วงๆ เกิดขึ้นได้เพราะอะไร
สำหรับนักวิ่งที่ออกฝึกซ้อมลงงานวิ่งแข่งขันมาพักใหญ่แต่มีอาการหน่วงเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นได้เพราะอะไร มาดูกัน!
1. Overtraining ประการแรกนั้นคือตารางฝึกวิ่งมากเกินไปจนร่างกายไม่สามารถ Recovery ได้ทัน การฝึกวิ่งบ่อย ๆ เข้า กล้ามเนื้อชุดเดิม ๆ จะถูกใช้งานจนเมื่อถึงจุดที่ร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมได้ทัน หากฝึกต่อไป นอกจาก Performance จะตกแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บได้
2. ละเลยการ ยืดเส้นหลังวิ่ง (Skipping Post-Run Stretches) เพราะการยืดเส้นจะช่วยลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อลงให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นมากขึ้น กล้ามเนื้อที่ตึงและแข็งตัวจะไม่มีความยืดหยุ่น จะเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บได้สูง การยืดเส้นรวมไปถึงการนวดจะช่วยไล่ของเสียในเซลล์ออกไปให้เลือดใหม่นำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเพื่อฟื้นฟูร่างกาย *พยายามยืดเหยียดร่างกายหลังวิ่งประมาณ 10 นาที โดยเฉพาะกล้ามเนื้อส่วน Quadriceps, Hamstrings, ช่วงก้น (Glutes), เอว, และแผ่นหลัง
3. ใส่รองเท้าผิดประเภทผิดแบบ แม้แต่รองเท้ายี่ห้อเดียวกันยังแตกไลน์รุ่นออกมาเป็นสิบ หนักเบาก็ต่างกัน นักวิ่งจึงควรเลือกรองเท้าดูน้ำหนักให้พอเหมาะกับตัวเอง และอย่าลืมเปลี่ยนรองเท้าเมื่อหมดอายุของมัน (*ประมาณ 400–800 Km)
4. ท่าวิ่งผิด การมีท่าวิ่งที่ผิด (Running Posture) จะทำให้กล้ามเนื้อรองรับความเครียดจากการกระแทกมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อทำงานมากกว่าเดิม เมื่อยล้าเร็วขึ้นและนำไปสู่การบาดเจ็บ
5. น้ำหนักเพิ่มขึ้น หากคิดว่าวิ่งแล้วกินอะไรก็ได้ รับรองว่าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นแน่นอน ยิ่งร่างกายมีมวลมาก เราจำเป็นต้องใช้พลังงานออกแรงผลักดันมากขึ้นไปด้วย เราจะเหนื่อยเร็วขึ้นและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องตัวเหมือนตอนที่ผอมแน่นอน
6. แป้งน้อยและขาดน้ำ (Low Carbohydrate Diet & Dehydrate) วิ่งต้องใช้พลังงาน แป้งก็เป็นพลังงานส่วนสำคัญ โดยร่างกายจะกักเก็บไว้ในมัดกล้ามเนื้อที่เรียกว่าไกลโคเจน หลาย ๆ คนอยากจะผอมให้เร็วขึ้น จึงอดอาหารก่อนออกวิ่งโดยเฉพาะการงดแป้งนั้นทำให้ร่างกายไม่มีพลังงานในการวิ่ง (เมื่อวิ่งร่างกายจะใช้พลังงานผสมผสานกันระหว่างแป้งและไขมัน) การงดแป้งในปริมาณมากจะทำให้ร่างกายไม่มีแหล่งพลังงานสะสม ขาดพลังงานในการวิ่ง ทำให้เกิดสภาวะ Dead Leg ไม่มีแรงวิ่งมากกว่าวิ่งแล้วหน่วง ๆ
เรื่องต่อมาคือการขาดน้ำ ร่างกายอยู่ในสภาวะ Dehydration ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดตะคริวก่อนจะขาหน่วงได้ ทำให้เหนื่อยได้ง่ายและเร็วกว่าปกติ สำหรับการวิ่งและการฝึกซ้อมวิ่งระยะไกล น้ำถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การขาดน้ำทำให้เลือดมีความเข้มข้นขึ้น การไหลเวียนจะทำได้ยากขึ้นและหัวใจต้องทำงานปั้มเลือดหนักขึ้นกว่าเดิม
#TNF100Thailand2019
cr. www.stepextra. com
-------------------------------------------
เรามี Line@ แล้วนะ อย่าลืมแอดเราด้วยนะ
@thenorthfaceth (มี@ด้วยจ้า)
-------------------------------------------
ลงทะเบียนรับอีเมล์ข่าวจาก The North Face Thailand
อัพเดทสินค้าใหม่และโปรโมชั่นพิเศษก่อนใคร
http://eepurl.com/cFzWO1
1. Overtraining ประการแรกนั้นคือตารางฝึกวิ่งมากเกินไปจนร่างกายไม่สามารถ Recovery ได้ทัน การฝึกวิ่งบ่อย ๆ เข้า กล้ามเนื้อชุดเดิม ๆ จะถูกใช้งานจนเมื่อถึงจุดที่ร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมได้ทัน หากฝึกต่อไป นอกจาก Performance จะตกแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการบาดเจ็บได้
2. ละเลยการ ยืดเส้นหลังวิ่ง (Skipping Post-Run Stretches) เพราะการยืดเส้นจะช่วยลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อลงให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นมากขึ้น กล้ามเนื้อที่ตึงและแข็งตัวจะไม่มีความยืดหยุ่น จะเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บได้สูง การยืดเส้นรวมไปถึงการนวดจะช่วยไล่ของเสียในเซลล์ออกไปให้เลือดใหม่นำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเพื่อฟื้นฟูร่างกาย *พยายามยืดเหยียดร่างกายหลังวิ่งประมาณ 10 นาที โดยเฉพาะกล้ามเนื้อส่วน Quadriceps, Hamstrings, ช่วงก้น (Glutes), เอว, และแผ่นหลัง
3. ใส่รองเท้าผิดประเภทผิดแบบ แม้แต่รองเท้ายี่ห้อเดียวกันยังแตกไลน์รุ่นออกมาเป็นสิบ หนักเบาก็ต่างกัน นักวิ่งจึงควรเลือกรองเท้าดูน้ำหนักให้พอเหมาะกับตัวเอง และอย่าลืมเปลี่ยนรองเท้าเมื่อหมดอายุของมัน (*ประมาณ 400–800 Km)
4. ท่าวิ่งผิด การมีท่าวิ่งที่ผิด (Running Posture) จะทำให้กล้ามเนื้อรองรับความเครียดจากการกระแทกมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อทำงานมากกว่าเดิม เมื่อยล้าเร็วขึ้นและนำไปสู่การบาดเจ็บ
5. น้ำหนักเพิ่มขึ้น หากคิดว่าวิ่งแล้วกินอะไรก็ได้ รับรองว่าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นแน่นอน ยิ่งร่างกายมีมวลมาก เราจำเป็นต้องใช้พลังงานออกแรงผลักดันมากขึ้นไปด้วย เราจะเหนื่อยเร็วขึ้นและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องตัวเหมือนตอนที่ผอมแน่นอน
6. แป้งน้อยและขาดน้ำ (Low Carbohydrate Diet & Dehydrate) วิ่งต้องใช้พลังงาน แป้งก็เป็นพลังงานส่วนสำคัญ โดยร่างกายจะกักเก็บไว้ในมัดกล้ามเนื้อที่เรียกว่าไกลโคเจน หลาย ๆ คนอยากจะผอมให้เร็วขึ้น จึงอดอาหารก่อนออกวิ่งโดยเฉพาะการงดแป้งนั้นทำให้ร่างกายไม่มีพลังงานในการวิ่ง (เมื่อวิ่งร่างกายจะใช้พลังงานผสมผสานกันระหว่างแป้งและไขมัน) การงดแป้งในปริมาณมากจะทำให้ร่างกายไม่มีแหล่งพลังงานสะสม ขาดพลังงานในการวิ่ง ทำให้เกิดสภาวะ Dead Leg ไม่มีแรงวิ่งมากกว่าวิ่งแล้วหน่วง ๆ
เรื่องต่อมาคือการขาดน้ำ ร่างกายอยู่ในสภาวะ Dehydration ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดตะคริวก่อนจะขาหน่วงได้ ทำให้เหนื่อยได้ง่ายและเร็วกว่าปกติ สำหรับการวิ่งและการฝึกซ้อมวิ่งระยะไกล น้ำถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การขาดน้ำทำให้เลือดมีความเข้มข้นขึ้น การไหลเวียนจะทำได้ยากขึ้นและหัวใจต้องทำงานปั้มเลือดหนักขึ้นกว่าเดิม
#TNF100Thailand2019
cr. www.stepextra. com
-------------------------------------------
เรามี Line@ แล้วนะ อย่าลืมแอดเราด้วยนะ
@thenorthfaceth (มี@ด้วยจ้า)
-------------------------------------------
ลงทะเบียนรับอีเมล์ข่าวจาก The North Face Thailand
อัพเดทสินค้าใหม่และโปรโมชั่นพิเศษก่อนใคร
http://eepurl.com/cFzWO1
วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562
กินกล้วยช่วยอะไร ?
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมนักวิ่งถึงต้องทานกล้วยในระหว่างเส้นทางวิ่ง
กล้วยดีอย่างไร มีประโยชน์แค่ไหน มาดูกันครับ
🍌 กล้วยให้พลังงานที่สูง นักวิ่งที่ต้องวิ่งทางไกล หรือนักฟุตบอล
มักจะต้องทานกล้วยในระหว่างเกมเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับตัวนักกีฬา
โดยคาโบไฮเดตในกล้วยนั้นสามารถย่อยได้ง่ายมาก และมีพลังงานที่สูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ
🍌 กล้วยมีแมกนีเซี่ยม สามารถช่วยปกป้องนักวิ่งที่วิ่งระยะทางไกลจากการเป็นตะคริวได้
🍌 กล้วยมีวิตามินบี 6 ที่มีส่วนช่วยในการเผาผลาญพลังงาน และยังช่วยในการลำเลียงออกซิเจนได้อีกด้วย
🍌 กล้วยมีโพแทสเซียม ที่ช่วยในเรื่องของการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
และช่วยในการควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ป้องกันการเป็นตระคริวด้วยเช่นกัน
เห็นประโยชน์ของกล้วยที่เยอะขนาดนี้แล้ว ไม่แปลกใจเลยนะครับที่นักวิ่งหรือนักกีฬาจะต้องทานกล้วยในการแข่งขันอยู่เสมอ
เพื่อน ๆ รู้อย่างงี้อย่ารอช้าครับ ปะไปซื้อกล้วยกันดีกว่า 😀
ตอนไปวิ่งอย่าลืมพกกล้วยไปด้วยนะครับ 🏃♂️❤️ 🍌
#Wingnaidee #วิ่งไหนดี
กล้วยดีอย่างไร มีประโยชน์แค่ไหน มาดูกันครับ
🍌 กล้วยให้พลังงานที่สูง นักวิ่งที่ต้องวิ่งทางไกล หรือนักฟุตบอล
มักจะต้องทานกล้วยในระหว่างเกมเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับตัวนักกีฬา
โดยคาโบไฮเดตในกล้วยนั้นสามารถย่อยได้ง่ายมาก และมีพลังงานที่สูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ
🍌 กล้วยมีแมกนีเซี่ยม สามารถช่วยปกป้องนักวิ่งที่วิ่งระยะทางไกลจากการเป็นตะคริวได้
🍌 กล้วยมีวิตามินบี 6 ที่มีส่วนช่วยในการเผาผลาญพลังงาน และยังช่วยในการลำเลียงออกซิเจนได้อีกด้วย
🍌 กล้วยมีโพแทสเซียม ที่ช่วยในเรื่องของการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
และช่วยในการควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ป้องกันการเป็นตระคริวด้วยเช่นกัน
เห็นประโยชน์ของกล้วยที่เยอะขนาดนี้แล้ว ไม่แปลกใจเลยนะครับที่นักวิ่งหรือนักกีฬาจะต้องทานกล้วยในการแข่งขันอยู่เสมอ
เพื่อน ๆ รู้อย่างงี้อย่ารอช้าครับ ปะไปซื้อกล้วยกันดีกว่า 😀
ตอนไปวิ่งอย่าลืมพกกล้วยไปด้วยนะครับ 🏃♂️❤️ 🍌
#Wingnaidee #วิ่งไหนดี
วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562
ซ้อมวิ่งยาว 30K ผ่านไปแบบเจ็บๆ สำหรับ KORAT Powdurach Marathon
3 รอบ แรกวิ่ง pace 7 เกือบ 8 (รอบละ 7 นาทีกว่า) พักไปเข้าส้วม พอออกมา จัดไป pace 6 ครบ 10 รอบแรกด้วย เวลา 1:07 ชม.
10 รอบที่สอง ใช้เวลา 1:05 ชม. ทีเด็ดมาตอนรอบ 21 ทำ new PB รอบนี้วิ่ง 5.45 นาที พอรอบ 22 ใช้เวลา 6.10 นาที
8 รอบสุดท้าย แบ่งการวิ่ง Tempo แบบ 2 รอบเร็ว 2 รอบช้า แต่ 10 รอบที่สอง แบ่งแบบ 3/3 ใช้เวลาไป 52 นาทีสำหรับ 8 รอบนี้
สรุป วิ่ง 30K 28 รอบ ใช้เวลาไป 3:04 ชม. (สวนธนบุรีรมย์ รอบละ 1070 เมตร)
เช้านี้อากาศดีมาก เย็นสบาย มีลมเย็นๆ วิ่งมันส์มาก
อาการเจ็บสะโพกลงมาถึงโคนขา เริ่มเจ็บตั้งแต่ช่วงวอร์มอัพ จนวิ่งเสร็จ จากการสังเกต มันจะเจ็บตอนวิ่งช้า แต่วิ่งเร็วไม่เจ็บ แปลกๆ
10 รอบที่สอง ใช้เวลา 1:05 ชม. ทีเด็ดมาตอนรอบ 21 ทำ new PB รอบนี้วิ่ง 5.45 นาที พอรอบ 22 ใช้เวลา 6.10 นาที
8 รอบสุดท้าย แบ่งการวิ่ง Tempo แบบ 2 รอบเร็ว 2 รอบช้า แต่ 10 รอบที่สอง แบ่งแบบ 3/3 ใช้เวลาไป 52 นาทีสำหรับ 8 รอบนี้
สรุป วิ่ง 30K 28 รอบ ใช้เวลาไป 3:04 ชม. (สวนธนบุรีรมย์ รอบละ 1070 เมตร)
เช้านี้อากาศดีมาก เย็นสบาย มีลมเย็นๆ วิ่งมันส์มาก
อาการเจ็บสะโพกลงมาถึงโคนขา เริ่มเจ็บตั้งแต่ช่วงวอร์มอัพ จนวิ่งเสร็จ จากการสังเกต มันจะเจ็บตอนวิ่งช้า แต่วิ่งเร็วไม่เจ็บ แปลกๆ
วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
new pb มาแล้ว 6K 31 นาที
วิ่งในหมู่บ้าน เคยดีที่สุด 32 นาทีใน 6K (10 รอบ) วันนี้อากาศกลับมาเย็นอีกครั้ง เลยจัดซ่ะ 31 นาที เป็น New pb ตก pace 5.0
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














