วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สมัครวิ่งสำเร็จ 2 รายการของปีนี้ 2018

ที่ก่อนหน้านี้สมัครรายการวังขนายมาราธอน 2018 ลำดับที่ 7
ไปแล้วพร้อมน้าชาย เมื่อวานเพิ่ง 25 มิ.ย. 6.30 น. (อย่างเห่อ !!!) สมัครรายการ GC ระยองมาราธอน 2018 ลำดับที่ 8
และจ่ายเงินค่าสมัครตอนเย็น วันนี้อัพเดทสถานะการสมัครเรียบร้อยแล้ว 
ส่วนรายการวังขนายรอ BIB กะ เสื้อ ทางไปรษณีย์

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผู้ชายผู้รักอิสระ

ภรรยาของนักวิ่ง หลายๆท่าน เคยมีความสงสัย
กันบ้างมั้ยครับ ว่าสามี..!! ของเราทำไม..?
"ไม่ชอบใส่กางเกงชั้นในเวลาวิ่ง"
ชอบทำตัวเป็น "นักวิ่งโทงเทง"
จะมีโอกาสเป็นไส้เลื่อนบ้างหรือเปล่า? 
ต้องบอกว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ 
แต่น่าจะเป็นความเชื่อมาตั้งแต่ สมัยก่อน 
ตอนผมยังเด็กหรือไม่ก็อาจะไกลกว่านั้น

"ถ้าใครไม่ชอบใส่กางเกงในระวังจะเป็นไส้เลื่อนนะ" ผมเชื่อเลยครับว่าไม่น้อยกว่า 70% เกือบทุกครอบครัว น่าจะคุ้นกับคำสอนแบบนี้ใช่มั้ยล่ะครับ
แต่ในทางกลับกัน รายงานข่าวจากสำนักข่าวไทย ระบุไว้ว่า
http://www.tnamcot.com/view/59c27339e3f8e48a734044ee
เหตุและปัจจัย ของการเป็นไส้เลื่อนที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่ กับการใส่หรือไม่ใส่กางเกงชั้นใน จริงๆแล้วขึ้นอยู่สาเหตุดังต่อไปนี้..

สาเหตุของไส้เลื่อน
โดยส่วนใหญ่ไส้เลื่อนมักเกิดจากผนังหน้าท้องบางจุดมีความอ่อนแอหรือหย่อนยานผิดปกติ ซึ่งส่วนมากจะเป็นความผิดปกติที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้ลำไส้ที่อยู่ข้างใต้ไหลเคลื่อนเข้าไปอยู่ในบริเวณนั้ ๆ ทำให้เห็นเป็นก้อนตุง มีส่วนน้อยที่เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น เกิดจากแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง

โดยมักจะมีอาการแสดงเฉพาะในเวลาที่มีแรงดันในช่องท้องสูง เช่น เวลาไอ จาม เบ่งถ่าย ร้องไห้ ยกของหนัก ฯลฯ)

โรคไส้เลื่อนแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดตามตำแหน่งที่อวัยวะเคลื่อนไปอยู่และตามสาเหตุที่เกิดได้ดังนี้

ไส้เลื่อนที่ขาหนีบ
ไส้เลื่อนที่สะดือ 
ไส้เลื่อนกระบังลม 
ไส้เลื่อนตรงหน้าท้องเหนือสะดือ
ไส้เลื่อนบริเวณที่ต่ำกว่าขาหนีบ
ไส้เลื่อนตรงข้างๆกล้ามหน้าท้อง 
ไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน 
ไส้เลื่อนที่เกิดขึ้นหลังผ่าตัด

ภรรยานักวิ่งทั้งหลายคลายความกังวล 
ลงกันบ้างไหมครับ สาเหตุหลัก ของไส้เลื่อน 
ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ ใส่หรือไม่ใส่กางเกงชั้นใน
เกิดขึ้น จากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น 
แต่ภรรยานักวิ่งทั้งหลายก็อย่าชะล่าใจไปนะครับ เพราะไส้เลื่อนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเพศชายเท่านั้น เพศหญิงก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกันเพียงแต่ว่าโอกาส ที่จะเกิดขึ้นน้อยกว่าก็เท่านั้น ขึ้นอยู่กับความใส่ใจและ ความเข้าใจของโรค....

ขอขยี้ต่ออีกสักเล็กน้อยครับ
เราลองมาสร้างทางเลือก กันดีกว่าครับว่า ใส่ชั้นใน เวลาวิ่ง กับไม่ใส่มันแตกต่างกันยังไง.
สำหรับ ตัวผมชอบใส่ครับ
เรื่องความคล่องตัวบวกความมั่นใจต้องมาก่อนครับ เวลาได้ใส่กางเกงชั้นในแล้วช้างน้อยแล้วมันจะไม่โตงเตง หรือเป็น นักวิ่งโทงเทง อยู่เป็นที่เป็นทาง 
จะไม่ไปสร้างความรบกวน กับผู้อื่น เมื่ออยู่เป็นที่เป็นทางแล้ว การเคลื่อนไหวก็จะทำได้คล่องตัว
และไม่รู้สึกเขินอาย ซับเหงื่อ+กันภาพบาดตาใจ เรียกได้ว่า มาเต็ม

สำหรับคนที่ไม่ชอบใส่บ้างครับ เพราะอะไร 
ทุกวันนี้อาจมีกางเกงวิ่งที่มีซับในอยู่แล้ว เลยทำให้รู้สึกว่าไม่ต้องใส่ก็ได้ เพราะบางครั้งอาจจะรู้สึกไม่อิสระ เพราะถูก กัด ถูกเสียดสี จากตะเข็บ กางเกงชั้นใน ทำให้เกิดแผล และสามารถลดความระคายเคืองได้ ทำให้ไม่เกิดความสุขในการวิ่ง

สุดท้ายนี้ 
ตอนซ้อมทำอย่างไรตอนแข่งทำอย่างนั้น
เพื่อความสุข ในการวิ่งของมวลมนุษยชาติ

ทุกวันพุธ 18:00 - 20:00 น. มาวิ่งด้วยกันนะครับ

#TeamBeyond #Gotogether #TempoRun

ที่มา : https://www.facebook.com/teambeyondsport/photos/a.1678538199052768.1073741828.1668392480067340/2000514376855147/?type=3

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561

วิ่งบนสายพาน vs วิ่งข้างนอก ได้ผลเหมือนกันหรือเปล่า ?

ถ้าจะพูดโดยทั่วไป การวิ่งบนลู่วิ่งสายพานจะได้ผลเหมือนกันกับวิ่งบนทางราบ ถ้าเราได้ใช้กำลังในการออกแรงวิ่งเท่าๆกัน โดยสามารถวัดได้จากอัตราการเต้นของหัวใจ หรือความรู้สึกเหนื่อยขณะที่วิ่ง แต่……
แต่เอาจริงๆ ถ้าเปรียบเทียบการวิ่งด้วยความเร็วที่เท่ากัน ขอย้ำนะครับว่าวิ่งด้วยความเร็วเท่ากัน บนทางราบ กับบนลู่วิ่งสายพาน เราจะพบว่าการวิ่งบนลู่วิ่งสายพานนั้นจะเหนื่อยน้อยกว่า หรือเผาพลาญพลังงานได้น้อยกว่านั่นเอง!!

โอ้ว…เป็นไปได้ยังไงเนี้ย? — ก็เพราะว่าการวิ่งบนสายพานจะไม่มีแรงต้านจากอากาศหรือลมหน่ะสิ และตัวสายพานที่เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาก็เป็นตัวช่วยผ่อนแรงวิ่งของเราเสียอีก ซึ่งต่างจากการวิ่งบนทางราบที่ขาของเราจะต้องออกแรงผลักพื้นเพื่อให้ตัวเราพุ่งไปข้างหน้า

แล้วทำยังไงดีหล่ะ? — เพื่อชดเชยให้เกิดแรงต้าน และได้ออกแรงเหมือนกับวิ่งบนทางราบ นักวิชาการได้ทำการศึกษาแล้วพบว่าเพียงแค่ปรับความลาดเอียงของสายพานให้อยู่ที่ 1% (ข้อมูลจาก Journal of Sports Science) ก็จะทำให้เราได้ออกแรง และเผาพลังงานเทียบเท่ากับการวิ่ง หรือเดินบนทางราบได้แล้ว ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับเพื่อนๆ

แล้วถ้าเราจะต้องลงสนามแข่ง เราจะซ้อมวิ่งบนสายพานดีหรือเปล่าน้า??

ถ้าเราต้องการซ้อมเพื่อลงสนามแข่ง ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการซ้อมบนถนน หรือเส้นทางแข่งขันจริงนั้นย่อมดีกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะซ้อมวิ่งบนสายพานไม่ได้เลย… โดยอย่างน้อย 60% ของการซ้อมเราควรที่จะซ้อมบนถนน เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมกับสภาวะที่จะเจอในการแข่งขันจริง ทำให้ร่างกายเราคุ้นเคยกับสภาวะอากาศภายนอก รู้ว่าเราจะต้องแต่งกายยังไงให้เหมาะสม

และ อีกอย่างที่สำคัญที่ลู่วิ่งสายพานทำไม่ได้คือ การจำลองสภาพให้เหมือนการวิ่งลงทางลาด รวมถึงการหักเลี้ยวของเส้นทาง ซึ่งแรงที่กระทำต่อข้อต่อ และกล้ามเนื้อนั้นแตกต่างจากการวิ่งบนทางตรงๆ

สรุปข้อดีของลู่วิ่งสายพาน

1) สภาพอากาศไม่เป็นอุปสรรค
2) อยากหยุดวิ่งเมื่อไหร่ก็ได้
3) วิ่งไปก็สามารถดูทีวี เล่นเกม แชทไลน์ อ่านหนังสือ กินข้าว หรือ เย็บผ้า ไปด้วยได้ (เยอะไปนะ)
4) ราบเรียบ และเป็นมิตรกับข้อต่อกระดูก
5) ไม่ต้องกังวลว่าจะมีรถมาชน มีใครดักปล้น หรือมีหมาบ้านไหนมาวิ่งไล่

สรุปข้อดีของการวิ่งข้างนอก

1) วิ่งที่ไหนก็ได้ที่มีทางให้เราวิ่ง
2) ได้ชมนกชมไม้ชมธรรมชาติ ได้สูดอากาศที่สดชื่นกว่า
3) เผาแคลอรี่ได้มากกว่า
4) ท้าทายกว่า เพราะว่าเราจะหยุดไม่ได้จนกว่าจะครบรอบ หรือถึงจุดหมาย ยกเว้นเหนื่อยจัดๆก็ซ้อนพี่วินมอไซค์กลับบ้านมันซะเลย 55
5) เปลี่ยนเส้นทางได้ เพื่อจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ

แล้วเพื่อนๆหล่ะครับ… ระหว่างออกไปวิ่งสูดอากาศรับสายลม และแสงแดดข้างนอก กับวิ่งบนลู่วิ่งสายพานแบบชิลๆในฟิตเนส เพื่อนๆชอบแบบไหนมากกว่ากันครับ?
แต่ยังไงถ้าจะวิ่งบนสายพานก็อย่าลืมปรับความชันที่ 1% ด้วยนะครับ

========================================
แปล และเรียบเรียงโดย ทีมงานวิ่งไหนดี (www.wingnaidee.com)
ที่มา : http://sportsmedicine.about.com/…/tipsan…/a/treadincline.htm

ที่มา : https://www.facebook.com/WingNaiDee/photos/a.623528221031015.1073741828.235394239844417/1714295888620904/?type=3

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ทำไมวิ่งแล้วไม่ผอม

โพสต์นี้สำหรับนักวิ่งที่วิ่งมาเป็นปีๆแล้วทำไมไม่ผอมนะคะ มาไขข้อสงสัยกันว่าทำไม 

.
1. เพราะวิ่งแบบเดิมทุกวัน
.
ร่างกายเราฉลาดมากนะคะ ถ้าเราทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำๆไปทุกวัน เราก็จะรู้สึกว่ามันง่ายขึ้นใช่ไม๊คะ 
.
การวิ่งก็เหมือนกัน เราก็จะรู้สึกว่ามันง่ายขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเหงื่อแล้วจะแตก แต่ระบบการเผาผลาญของเราจะเรียนรู้ที่จะตอบโต้กับการออกกำลังกายในชั่วโมงนั้นให้ดีขึ้น เราก็จะเผาผลาญไขมันน้อยลง ต่อการออกกำลังกายแบบเดิม
.
การออกกำลังกายแบบ "steady state" แบบนี้จึงแพ้ต่อระยะเวลา นั่นคือพอวิ่งแบบเดิมไปเรื่อยๆจากที่เคยลดความอ้วนได้ พอนานๆไปก็จะเท่าเดิม หรือบางทีอ้วนขึ้น มีงานวิจัยที่เคยทำของ University of Tampa พบว่าการออกกำลังกายคาร์ดิโอแบบ steady state เช่น การวิ่ง บนลู่วิ่ง 45 นาทีในความเร็วแบบเดิม คือไม่ใช่การ sprinting จะช่วยลดน้ำหนักได้แต่ว่าเฉพาะช่วงแรกเท่านั้นนะคะ คือเฉพาะช่วงอาทิตย์แรกๆ หรือบางคนก็เดือนแรกๆ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ลดอีกแล้ว นอกจากจะทำอย่างอื่นเพิ่ม เพราะร่างกายเราใช้เวลาไม่กี่อาทิตย์ในการที่จะปรับให้ระบบเผาผลาญไขมันให้เข้ากับสภาวะใหม่ของร่างกายได้ และอีกปัญหาหนึ่งคือถ้าเราวิ่งด้วยความเร็วเดิมไปเรื่อยๆ การเผาผลาญแคลอรี่ก็จะจำกัดอยู่ในช่วงเวลาที่เราวิ่งเท่านั้น .
.
นี่คือสาเหตุที่การออกกำลังกายแบบยกเวทหรือใช้แรงต้าน จึงถูกว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีกว่าในการช่วยการเผาผลาญไขมัน เพราะการออกกำลังกายแบบนี้จะมีผลทำให้ใยกล้ามเนื้อฉีกขาด ซึ่งเราก็ต้องซ่อม การซ่อมแซมต้องใช้พลังงาน นั่นแปลว่าเราก็จะต้องเบิร์นแคลอรี่มากขึ้น บางกรณีใช้เวลาเกือบสองวันเลยทีเดียว 
.
ยกตัวอย่างให้ดูว่า เราวิ่งไปเรื่อยๆ 30 นาทีช้าๆ เราก็จะเบิร์นประมาณ 200 แคลอรี่ ให้เราตัดแคลอรี่ออก 200 แคลอรี่ต่อวันก็พอกัน นี่คือเปรียบเทียบแบบหยาบๆนะคะ ออกกำลังกายมันได้ประโยชน์มากกว่านั้นอยู่แล้วแหละ แต่ถ้าจะพูดถึงการเบิร์น แต่การออกกำลังกายแบบแรงต้านมันไม่เหมือนกันตรงที่ แคลอรี่ที่เบิร์นมันไม่จำกัดอยู่ในระยะเวลาที่เราทำการออกกำลังกายในยิม 

เอางี้ ถ้าชอบวิ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการวิ่งแม้เพียงเล็กน้อยก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับร่างกายและรูปร่างได้ค่ะ 
.
2. แนวโน้มการวิ่งส่วนใหญ่เรามักจะเพิ่มระยะทาง แต่ไม่ค่อยเพิ่มความเร็วกัน
.
ส่วนใหญ่เห็นวัดกันตรงนั้น แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายอีกปัจจัยหนึ่งคือความหนัก หรือ intensity เพราะถ้าดูจากคนทั่วไปที่วิ่ง ส่วนใหญ่ก็มักจะวิ่งตามความเร็วที่ตัวเองคิดว่าจะวิ่งได้เป็นระยะเวลานานๆ ความเร็วก็จะอยู่ในโซนที่สบาย แต่ไม่ใช่โซนที่ใช้สำหรับเทรนหรือลดความอ้วนได้ดีมีประสิทธิภาพ 
.
คือการเพิ่มระยะมันดีกับความอึด หรือ endurance แต่ไม่ดีกับการสูญเสียไขมัน เคยอ่านงานวิจัยใน Journal of the American Medical Association (อ้างงานวิจัยรัวๆ) เค้าติดตามผู้หญิงทั่วไปประมาณ 34,000 คน แล้วสรุปว่าในการออกกำลังกายแบบเรื่อยๆ คนทั่วไปจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงต่อวันต่อความหนักแบบกลางๆ คือการวิ่งที่เพส 6 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เพื่อที่จะรักษาน้ำหนักให้คงที่ คงที่นะคะไม่ได้ลด ลองคิดดูว่าถ้าเราผลักดันตัวเองให้วิ่งได้ 8 ถึง 9 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยใช้เวลาในการวิ่งสั้นกว่า เราจะผอมมากกว่าแค่ไหน เพราะการออกกำลังกายที่หนักกว่า ใช้เวลาที่สั้นกว่ามักจะเผาผลาญไขมันได้เกือบสองเท่า 
.
เหมือนงานวิจัยที่เคยทำที่ University of Western Ontario เปรียบเทียบการออกกำลังกายแบบหนักแต่สั้น กับการออกกำลังกายที่ยาวนานกว่าแต่ไม่หนักเท่าไหร่ คือเปรียบเทียบกลุ่มหนึ่งที่ปั่นจักรยานแบบอินเทอร์วอล คือปั่น sprint เป็นเวลา 30 วินาที สี่ถึงหกเซ็ต แล้วเทียบกับกลุ่มที่ปั่นแบบเรื่อยๆ 30 ถึง 60 นาที กลุ่มแรกเผาผลาญไขมัน ได้เกือบสองเท่า ทั้งนี้เพราะว่าในช่วงเวลาของการ sprint นั้นส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่คล้ายกับการออกกำลังกายแบบยกเวท นั่นคือร่างกายจะต้องการเติมเต็มพลังงาน ATP แล้วก็จัดแจงเปลี่ยนกรดแลคติคที่เป็นผลพลอยได้จากการออกกำลังกาย แล้วก็ปรับระดับของ blood hormone levels หลังจากการออกกำลังกายแบบหนัก ทั้งหมดนี้แปลว่าร่างกายเราต้องทำงานหนักขึ้น มีการเผาผลาญไขมันมากขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นน้อยมากในระหว่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน
.
3. เราหมกมุ่นเกินไปกับการเผาผลาญแคลอรี่ 
.
สิ่งที่เกลียดที่สุดคือตัวเลขบนเครื่องของลู่วิ่งที่บอกว่าเราเผาผลาญแคลอรี่ไปเท่าไหร่ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ตรงที่สุด คลาดเคลื่อนที่สุด และทำให้คนเข้าใจผิดมานักต่อนัก เพราะความผิดพลาดของคนส่วนใหญ่คือเข้าใจว่า ตัวเองเผาผลาญแคลอรี่ไปเท่าที่เครื่องบอกมาจริงๆ การเผาผลาญแคลอรี่ของแต่ละบุคคลนั้นไม่เท่ากัน ฮาร์ทเรทก็ไม่เท่ากัน ความฟิต ความหนักเบา เพศ อายุ ไม่เท่ากันทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าจะเชื่อตัวเลขบนเครื่องนี่ อย่าค่ะ
.
และก็อย่าลืมว่าการใช้ชีวิตในทุกวันตั้งแต่ นอน ยืน กิน คิด ทุกอย่างใช้แคลอรีทั้งนั้น ดังนั้นแคลอรี่ที่เราเผาผลาญไปในยิมนั้นเทียบกันไม่ได้เลยกับแคลอรี่ที่เราเผาผลาญนอกยิม ที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย
.
แล้วก็จะต้องมีคำถามมาว่า ทางนี้ก็ไม่ต้องออกกำลังกายเลยหละสิ 

ไม่ใช่ค่ะ เพราะอย่าลืมว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ความหนักเบาและประเภทของการออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการเผาผลาญแคลอรี่ต่อวัน นอกเหนือจากเวลาอยู่ในยิมได้
.
การวิ่งจะเผาผลาญแคลอรี่ แต่การสปริ้นท์ หรือยกเวท จะส่งผลให้กล้ามเราสวยขึ้น และยิ่งถ้าเรามีกล้ามมากเท่าไหร่ เราก็จะเบิร์นแคลอรี่ได้มากกว่าเท่านั้น
.
4. ไม่ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอแบบอื่นเลย 
.
ทีนี้เรารู้แล้วว่ากล้ามเนื้อมีความสำคัญต่อการลดไขมัน การออกกำลังกายแบบอื่นนอกจากการวิ่งก็มีประโยชน์ที่แตกต่างจากการวิ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นคาร์ดิโอเหมือนกัน อย่างแรกเลยคือเพราะใช้กล้ามเนื้อหลักในการออกที่แตกต่างกัน ต่อให้เราเพิ่มความชันของการวิ่ง บางทีการปั่นจักรยานเมื่อเทียบกันแล้วอาจจะดีกว่า ในการบริหารกล้ามเนื้อที่เราไม่ค่อยได้ใช้ นักปั่นจักรยานมักจะมีกล้ามเนื้อด้านหน้าที่แข็งแรงมาก มีซิกแพคได้ง่ายกว่านักวิ่ง เมื่อเทียบกัน เท่าที่ดูนะคะ เพราะกีฬานี้มันบังคับให้ต้องใช้ความสามารถในการรับแรงต้าน ประคองจักรยาน ให้ดีกว่านักวิ่งทั่วไป เพราะอย่างนักวิ่งถ้าเหนื่อยมากที่สุดเราก็ตัวงอไหล่ห่อ แต่ไม่ล้ม ดังนั้นถ้ามีเวลาจำกัดแต่อยากผอม บางทีไปปั่นจักรยานแบบหนักๆ ดีกว่าไปวิ่งแบบเบาๆนะคะ ลองดู 
.
5. เราวิ่งเยอะเกิน
.
วิ่งอะไรเยอะแยะ นักวิ่งโค้ชเอินมักจะโดนถามแบบนี้เสมอ ทำไมวิ่งน้อยจัง
.
เพราะการออกกำลังกายมากเกินไป สามารถสร้างความกดดันและความเครียดให้กับร่างกายได้ นั่นแปลว่าเราออกทั้งที ไม่บ่อยนัก แต่ออกแล้วต้องมีประสิทธิภาพ น่าจะดีกว่า เพราะเรายังต้องการสุขภาพที่ดีด้วย ไม่ใช่วิ่งดีอย่างเดียว เราต้องสวยด้วย เราต้องคุมฮอร์โมนของเราให้ดีด้วย เราถึงจะ เบิร์นไขมันได้ดี ไม่ใช่วิ่งไป อ้วนไปค่ะ
.
ฮอร์โมนเครียด หรือ cortisol จะถูกหลังออกมาเวลาที่เราออกกำลังกาย ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่เลวร้าย แตกความเครียดที่ซ้ำๆเป็นเวลานานๆ สามารถส่งผลให้เกิด insulin resistance ทำให้ร่างกายเริ่มสะสมไขมันหน้าท้องได้ ซึ่งส่วนใหญ่นักวิ่งระยะทางไกลมากจะมีไขมันหน้าท้องเยอะถ้าสังเกตดู ก็เพราะฮอร์โมนเครียดนี่แหละค่ะ ซึ่งถ้าเรามีฮอร์โมนนี้เป็นระยะเวลานาน ก็จะส่งผลให้เกิดการอักเสบและการฟื้นฟูที่ช้าลงไปเรื่อยๆ และแน่นอนว่าไม่ดีต่อภูมิคุ้มกันของเราด้วย
.
ยิ่งถ้าเราออกกำลังกายเยอะๆ และพักไม่พอ กินไม่ดี เราก็สามารถที่จะส่งผลร้ายต่อไทรอยด์ซึ่งทำให้การเผาผลาญแย่ลงไปอีก
.
สรุปคือถ้าเราออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอวันละ 1 ชั่วโมง ก็เพียงพอแล้วค่ะสำหรับลดไขมัน (แต่นี่ไม่ใช่การเทรนเพื่อไปแข่งมาราธอนนะคะ คนละเรื่องกัน) แต่ถ้าเราเริ่มวิ่งเป็น 2 ชั่วโมงถึง 4 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไปแล้วน้ำหนักไม่ลดสักที หรือบางคนเพิ่ม ก็ลองลดวันวิ่งดู แล้วเพิ่มการออกกำลังกายแบบแรงต้าน หรือเพิ่มวันที่วิ่งแบบสปริ้นท์ แล้วดูซิว่าจะผอมไม๊ (แต่ไม่ต้องกินเพิ่มนะคะ!!)
----------------------------
Chada Bowra, Level 3 Personal Training (YMCA)
(QCF) Diploma in (Advanced) Level 3 Personal Training (Gym-Based Exercise) (YMCA)
ENU (QCF) Nutrition for Exercise (YMCA)
Neuromuscular Techniques (Cert.) (NLSSM)
www.Befitandeatwell.com

ที่มา : https://www.facebook.com/Befiteatwell/photos/a.848337471945507.1073741828.847319882047266/1490426771069904/?type=3

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Big Bang Energy Gel : เจลทานง่ายไม่ฝืดคอ

สำหรับนักวิ่งระยะไกล โดยเฉพาะระยะฟูลมาราธอน เชื่อได้ว่าต้องทำการเตรียมตัวอย่างมากทีเดียว ทั้งการฝึกวิ่งอย่างมีวินัย การใช้อุปกรณ์ต่างๆ การศึกษาเส้นทาง การวางแผนการวิ่ง และสิ่งที่สำคัญอย่างขาดไม่ได้อีกอย่างนั้นก็คือการเติมพลังงานระหว่างวิ่ง เพราะเมื่อวิ่งไปถึงซักโลที่ 30 กว่าๆ หลายคนจะเจอปัญหาหมดพลัง (Hit The Wall) หนึ่งตัวช่วยที่ดีที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็จะเป็น Energy Gel
.


วันนี้แอดมินมีโอกาสได้ลอง Energy Gel จากทาง Big Bang เลยจะมารีวิวให้เพื่อนนักวิ่งได้รู้จักอีกแบรนด์ที่น่าสนใจครับ
.
📋#คุณสมบัติ ‍‍‍📋
.
▶️ ทางด้านสารอาหาร 1 ซองให้พลังงาน 100 แคลอรี่ โดยเขาให้ข้อมูลว่า มี BCAA 1,200 มก. ที่ช่วยเพิ่ม Mental Focus และการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
.
▶️ เป็นสูตร EndureTech และ DAP (Digest-Absorb-Process) ดูดซึมง่าย โดยมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเป็นส่วนประกอบหลักถึง 80% (20 กรัม) และมีน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวเพียง 3 กรัมเท่านั้น จึงให้พลังงานที่ยาวกว่าและเสถียรกว่า
.
📝#การรีวิว📝
.
▶️ ตัวเนื้อเจลเองลักษณะคล้ายเยลลี่ครับ รสชาติกำลังดี มีความเหลว ทานง่าย ไม่หนืด ไม่ติดคอเหมือนยี่ห้ออื่นๆ ที่แอดเคยลองกินมา (ยี่ห้อที่เคยกิน ซึ่งพอกินแล้วติดคอจำเป็นต้องกินน้ำตามเยอะมาก ทำให้ขณะวิ่งเชิงบังคับให้ต้องกิน gel ตรงจุดให้น้ำเท่านั้น) แต่เจลของ Big Bang แก้โจทย์จุดนี้ได้ดีเลยครับ แอดคิดว่าสามารถเอามากินได้สบายๆ ลื่นคอมาก น่าจะแค่จิบน้ำตามก็พอเลยครับ
.
▶️ ตัวซองมีขนาดตามมาตรฐานทั่วไป พกง่าย ด้วยน้ำหนักเพียง 50 กรัม ออกแบบเป็นรูปขวดน้ำ น่ารับประทานดีครับ การเปิดก็ฉีกง่ายดี ที่สำคัญออกแบบมาให้ส่วนที่ฉีกติดกับซอง 🌏ไม่เป็นเศษขยะครับ🌏 ประทับใจในการคำนึงถึงจุดนี้ในการออกแบบครับ
.
▶️ รสชาติมีสามรสให้ลองครับ คือ ส้ม+เสาวรส (Orange Passion), กระเจี๊ยบ+น้ำผึ้ง (Honey Roselle) และองุ่น (Glorious Grape) ส่วนตัว😋แอดลองแล้วชอบ 🍊ส้ม+เสาวรส🍊 ครับ แอดว่าแต่ละรสก็อร่อยคนละแบบ อันนี้น่าจะต้องแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล
.
ขอจบการรีวิวแค่นี้นะครับ ใครเคยลองบ้างเชิญมาออกความเห็นกันได้นะครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้ลอง ก็ลองซื้อมาชิมดูได้ครับ ยังไงใครเตรียมตัวไปมาราธอน Energy Gel ของ Big Bang ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจครับ
.
สุดท้ายแอดฝากข้อแนะนำอีกหนึ่งข้อว่าควรลองซื้อมา 🍽️#ซ้อมกิน🍽️ ก่อนนะครับ เพราะในการเตรียมตัวเรายังซ้อมวิ่งตั้งเยอะแยะ เรื่องการเติมพลังงานระหว่างวิ่งก็ควรต้องมีการซ้อม ส่วนตัวแอดเองก็ทดลองกินว่ารสชาติไหนจะถูกปากถูกใจเราครับ ไม่ควรไปลองในสนามวันจริง
.
📣📣ข่าวดีสำหรับนักวิ่งที่จะไปวิ่งงาน #บุรีรัมย์มาราธอน 📣📣
ทาง Big Bang ฝากบอกมาว่าจะมีโปรโมชั่นพิเศษ เฉพาะในงาน Expo ที่บุรีรัมย์มาราธอนด้วยนะครับ
.
เพื่อนๆ คนไหนกำลังอยากได้เจล หรือสนใจข้อมูลเพิ่มเติมก็มาดูได้ที่
BIG BANG Sports Nutrition
หรือแอดไลน์ @BIGBANG.FIT (มีเครื่องหมาย @)
หรือเว็บไซต์ www.bigbang.fit
🏃‍♂️💨🏃‍♀️💨
.
#เกร็ดข้อมูลของ_BCAA
.
BCAA ย่อมาจาก branched chain amino acidsซึ่งประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิดได้แก่ leucine, isoleucine และ valine ซึ่งกรดอะมิโน 3 ชนิดนี้มีความสำคัญในการกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และป้องกันการสลายตัวของกล้ามเนื้อนั่นเอง จึงช่วยเพิ่ม mental focus ทำให้ออกกำลังกายได้นาน

ที่มา : https://www.facebook.com/WingNaiDee/photos/pcb.1714123071971519/1714119458638547/?type=3

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ซ้อมวิ่งยาว 27 รอบสวนธนบุรีรมย์

เมื่อวานตี 3 กว่าไปซ้อมวิ่งยาว 27K ตามโปรแกรมการฝึกซ้อมเพื่อลงแข่งมาราธอนลำดับที่ 7 รายการวังขนายมาราธอน ณ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สนามซ้อมนี้ดีตรงที่ไปถึงเวลาไหนก็เริ่มได้เลย ปลอดภัย คนไม่แออัด บรรยากาศดีมาก ฯลฯ

วิ่งไป 27 รอบ (ระยะสนามจริงรอบละ 1070 เมตร) ได้ระยะซ้อมจริง 29K ทำเวลาได้

  • 10 รอบแรก 1:07 ชม. pace 6.16
  • 10 รอบอง 1:08 ชม. pace 6.21
  • 7 รอบสุดท้าย 48 นาที pace 6.24
จะเห็นได้ว่า วิ่งไป 27 รอบทำความเร็วใกล้เคียงกันมากทั้ง 27 รอบ (ที่เขาเรียกว่าแบ่งเติมน้ำให้เต็มทุกๆแก้ว)
ทั้งนี้ไม่ได้กินเกลือแร่ตอน 18K กับกล้วยหอมตอน 21K  เพราะไม่ได้เตรียมมาและอยากทดลองว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อคืนนอนไม่เต็มที่ด้วยกว่าจะหลับสนิทก็ 5 ทุ่มแล้ว