อัพเดทล่าสุดวันนี้ 27 กย. เป็นการซ้อมระยะ 6.5K เลื่อนขึ้นมาเพราะวันอาทิตย์ไปเที่ยวน่าน คลิปปัว ภูคา ฯ ซึ่งการซ้อม week หน้า ดูอีกทีว่าต้องวิ่งบนดอย หรือ วิ่งในหมู่บ้าน หรือ วิ่งในสวนศรีเมืองในตัวเมืองน่าน
วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561
วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
กล้ามเนื้อหลากชนิด พรสวรรค์ที่ต่างกันตั้งแต่เกิด
มนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่า “พรสวรรค์” หรือ “Gift” ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด สำหรับนักกีฬานั้นพรสวรรค์ที่ว่านี้ หมายถึง ชนิดของกล้ามเนื้อ หรือหลายคน อาจจะเคยได้ยินคำว่า เส้นใยกล้ามเนื้อ แต่ละคนมี ขนาด และสัดส่วนแตกต่างกันไปตามพันธุกรรมของตนเองที่ได้รับมา กล้ามเนื้อเหล่านี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภายหลังได้จะคงอยู่ถาวรตั้ งแต่เกิดจนถึงตาย แต่ว่าก็สามารถฝึกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของตัวนักกีฬาได้เช่นกัน แต่ถ้าหากนำมาเปรียบเทียบกันจะพบว่าการฝืนใช้กล้ามเนื้อที่ไม่เหมาะสมนั้นจะไม่สามารถรีดเอาประสิทธิภาพที่มากพอของกล้ามเนื้อออกมาใช้งานได้อย่างเต็มที่
เส้นใยกล้ามเนื้อ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
กล้ามเนื้อแดง และกล้ามเนื้อขาว โดยกล้ามเนื้อแดงจัดเป็นกล้ามเนื้อประเภทที่ 1 มีความสามารถในการหดตัวที่ค่อนข้างช้า แต่มีข้อได้เปรียบในเรื่องของความทนทานในการใช้งานมากเป็นพิเศษ เนื่องจากกล้ามเนื้อประเภทนี้จะมีเส้นเลือดฝอยแพร่กระจายอยู่ภายในกล้ามเนื้อจำนวนมาก และยังมีเซลล์เฉพาะที่เป็นรูปแบบของ แอโรบิคเอนไซม์ ที่ช่วยส่งเสริมให้กล้ามเนื้อชนิดนี้เหมาะสำหรับนักกีฬาที่ต้องอาศัยการแข่งขันที่ระยะเวลายาวนาน เช่น การแข่งวิ่งมาราธอน
ต่อมาเป็นกล้ามเนื้อขาวซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อยด้วยกันคือ
กล้ามเนื้อขาว type 2A และกล้ามเนื้อขาว type 2B ก่อนอื่นต้องขอกล่าวถึง กล้ามเนื้อขาว type 2B ก่อน ซึ่งกล้ามชนิดนี้เป็นกล้ามเนื้อประเภทที่มีความแข็งแรง และรวดเร็วมากกว่ากล้ามเนื้อแดงมากเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าความแข็งแรงที่ได้มานั้นต้องแลกกับ ความทนทาน และระยะเวลาในการใช้งานที่ค่อนข้างสั้นมาก นักกีฬาที่มีเส้นใยกล้ามเนื้อประเภทนี้มากไม่เหมาะสมกับการแข่งขันที่อาศัยระยะเวลานาน
กล้ามเนื้อขาว type 2B นี้เหมาะสมสำหรับนักกีฬาประเภทใช้แรง และความเร็วสูงในเวลาที่ไม่นาน เช่น การยกน้ำหนัก และการต่อยมวย ส่วนกล้ามเนื้อขาว type 2A นั้นเป็นกล้ามเนื้อที่มีความพิเศษกว่าชนิดอื่น มีการผสมระหว่างเส้นใยกล้ามเนื้อแดงผสมกล้ามเนื้อขาว แน่นอนว่าทำให้กล้ามเนื้อชนิดนี้มีลักษณะของ แอโรบิค และแอนแอโรบิก ผสมกันอยู่ กล้ามเนื้อชนิดนี้มีข้อดีในเรื่องของความรวดเร็ว และความทนทานในการใช้งานซึ่งถือเป็นจุดเด่นของกล้ามเนื้อทั้ง 2 ชนิดก่อนที่ได้กล่าวไปแล้ว
แต่ว่าอย่างไรก็ตามกล้ามเนื้อขาว type 2A นี้ก็ไม่ได้มีความแข็งแรงหรือความทนทานในการใช้งานที่เป็นจุดเด่นมากพอสมควร แต่ก็ถือว่าเป็นจุดสมดุลของเส้นใยกล้ามเนื้อที่เหมาะสม ซึ่งผู้ที่มีกล้ามเนื้อประเภทนี้อาจจะเหมาะสำหรับกีฬาที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการเล่นปานกลางแต่มีการเร่งความเร็วในบางครั้ง เช่น การเล่นฟุตบอล
ปกติแล้วในการแบ่งแยกความเหมาะสมของนักกีฬาที่เล่นกีฬาชนิดใด ๆ นั้น จะแบ่งแยกตามเปอร์เซ็นต์ของกล้ามเนื้อที่เจ้าตัวนั้นมีอยู่ ตัวอย่าง เช่น นักวิ่งมาราธอนอาจมีกล้ามเนื้อแดงที่ร้อยละ 90 และ มีกล้ามเนื้อขาวเพียงแค่ร้อยละ 10 แต่กลับกันสำหรับ นักวิ่งระยะสั้นอาจจะมีกล้ามเนื้อขาวมากถึงร้อยละ 90 และกล้ามเนื้อแดงเพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้น
แม้ว่าเราจะไม่สามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงชนิดของเส้นใยกล้ามเนื้อที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิดได้ เราก็ยังสามารถพยายามฝึกซ้อม และรีดเอาประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อที่เรามีอยู่ออกมาให้ใช้งานได้อย่างดีที่สุด แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าถ้าหากกล้ามเนื้อที่เรามีอยู่นั้นไม่ใช่กล้ามเนื้อที่เหมาะสมกับชนิดกีฬาที่เราเลือกเล่นก็จะถือเป็นข้อเสียเปรียบที่เราต้องยอมรับ
ที่มา : http://www.vrunvride.com/muscle-variety-talents-differ-from-birth/
เส้นใยกล้ามเนื้อ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
กล้ามเนื้อแดง และกล้ามเนื้อขาว โดยกล้ามเนื้อแดงจัดเป็นกล้ามเนื้อประเภทที่ 1 มีความสามารถในการหดตัวที่ค่อนข้างช้า แต่มีข้อได้เปรียบในเรื่องของความทนทานในการใช้งานมากเป็นพิเศษ เนื่องจากกล้ามเนื้อประเภทนี้จะมีเส้นเลือดฝอยแพร่กระจายอยู่ภายในกล้ามเนื้อจำนวนมาก และยังมีเซลล์เฉพาะที่เป็นรูปแบบของ แอโรบิคเอนไซม์ ที่ช่วยส่งเสริมให้กล้ามเนื้อชนิดนี้เหมาะสำหรับนักกีฬาที่ต้องอาศัยการแข่งขันที่ระยะเวลายาวนาน เช่น การแข่งวิ่งมาราธอน
ต่อมาเป็นกล้ามเนื้อขาวซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อยด้วยกันคือ
กล้ามเนื้อขาว type 2A และกล้ามเนื้อขาว type 2B ก่อนอื่นต้องขอกล่าวถึง กล้ามเนื้อขาว type 2B ก่อน ซึ่งกล้ามชนิดนี้เป็นกล้ามเนื้อประเภทที่มีความแข็งแรง และรวดเร็วมากกว่ากล้ามเนื้อแดงมากเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าความแข็งแรงที่ได้มานั้นต้องแลกกับ ความทนทาน และระยะเวลาในการใช้งานที่ค่อนข้างสั้นมาก นักกีฬาที่มีเส้นใยกล้ามเนื้อประเภทนี้มากไม่เหมาะสมกับการแข่งขันที่อาศัยระยะเวลานาน
กล้ามเนื้อขาว type 2B นี้เหมาะสมสำหรับนักกีฬาประเภทใช้แรง และความเร็วสูงในเวลาที่ไม่นาน เช่น การยกน้ำหนัก และการต่อยมวย ส่วนกล้ามเนื้อขาว type 2A นั้นเป็นกล้ามเนื้อที่มีความพิเศษกว่าชนิดอื่น มีการผสมระหว่างเส้นใยกล้ามเนื้อแดงผสมกล้ามเนื้อขาว แน่นอนว่าทำให้กล้ามเนื้อชนิดนี้มีลักษณะของ แอโรบิค และแอนแอโรบิก ผสมกันอยู่ กล้ามเนื้อชนิดนี้มีข้อดีในเรื่องของความรวดเร็ว และความทนทานในการใช้งานซึ่งถือเป็นจุดเด่นของกล้ามเนื้อทั้ง 2 ชนิดก่อนที่ได้กล่าวไปแล้ว
แต่ว่าอย่างไรก็ตามกล้ามเนื้อขาว type 2A นี้ก็ไม่ได้มีความแข็งแรงหรือความทนทานในการใช้งานที่เป็นจุดเด่นมากพอสมควร แต่ก็ถือว่าเป็นจุดสมดุลของเส้นใยกล้ามเนื้อที่เหมาะสม ซึ่งผู้ที่มีกล้ามเนื้อประเภทนี้อาจจะเหมาะสำหรับกีฬาที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการเล่นปานกลางแต่มีการเร่งความเร็วในบางครั้ง เช่น การเล่นฟุตบอล
ปกติแล้วในการแบ่งแยกความเหมาะสมของนักกีฬาที่เล่นกีฬาชนิดใด ๆ นั้น จะแบ่งแยกตามเปอร์เซ็นต์ของกล้ามเนื้อที่เจ้าตัวนั้นมีอยู่ ตัวอย่าง เช่น นักวิ่งมาราธอนอาจมีกล้ามเนื้อแดงที่ร้อยละ 90 และ มีกล้ามเนื้อขาวเพียงแค่ร้อยละ 10 แต่กลับกันสำหรับ นักวิ่งระยะสั้นอาจจะมีกล้ามเนื้อขาวมากถึงร้อยละ 90 และกล้ามเนื้อแดงเพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้น
แม้ว่าเราจะไม่สามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงชนิดของเส้นใยกล้ามเนื้อที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิดได้ เราก็ยังสามารถพยายามฝึกซ้อม และรีดเอาประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อที่เรามีอยู่ออกมาให้ใช้งานได้อย่างดีที่สุด แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าถ้าหากกล้ามเนื้อที่เรามีอยู่นั้นไม่ใช่กล้ามเนื้อที่เหมาะสมกับชนิดกีฬาที่เราเลือกเล่นก็จะถือเป็นข้อเสียเปรียบที่เราต้องยอมรับ
ที่มา : http://www.vrunvride.com/muscle-variety-talents-differ-from-birth/
วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
ลุงเนวินจัดมาราธอน ดีๆ เพื่อนักวิ่งทุกคน
3 ปี ราคาคงที่
ลุงเนวิน จัดมาราธอน ดีๆ เพื่อนักวิ่งทุกคน
...........
บุรีรัมย์ มาราธอน ฮอตจริงๆ
ถามกันมาเยอะแยะ
รับกี่คน ค่าสมัครเท่าไร
.
แอด ไปถาม ผู้จัด BURIRAM MARATHON เอาข้อมูล มาบอกกล่าว ให้เตรียมตัว กันครับ
.
• มาราธอน รับ 7,000 คน ค่าสมัคร 800 บาท
• ฮาล์ฟมาราธอน รับ 7,000 คน ค่าสมัคร 600 บาท
• มินิมาราธอน รับ 4000 คน ค่าสมัคร 400 บาท
• ฟันรัน รับ 2,000 คน ค่าสมัคร 300 บาท
.
เห็นแล้ว "อึ้ง และ ทึ่ง"
3 ปี ราคาเท่าเดิม ทุกระยะ
.
ความสนุกเพิ่มขึ้น
ความสุขเพิ่มขึ้น
ความมันเพิ่มขึ้น
อาหาร เครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น
รางวัลเพิ่มขึ้น
แต่ "ค่าสมัคร" คงที่ ไม่มีเพิ่มแม้แต่บาทเดียว
.
60 ปีขึ้นไป ลด 50%
70 ปีขึ้นไป ฟรี!!!!
.
สุดยอดจริงๆ
ทำได้ไงครับ "ลุงเนวิน"
......
เตรียมตัว ครับ
13 กันยายน นักวิ่งบุรีรัมย์ มาราธอน 2017 และ 2018
.
14 กันยายน นักวิ่งทุกคน สมัครหลังแถลงข่าว
www.burirammarathon.com
.
ติดตามรายละเอียดการสมัคร ที่
www.burirammarathon.com
.
ชวนๆ Running Connect วิ่งไหนดี : Wingnaidee วิ่งกันนะ วิ่งไหนกัน ปั่นไหนดี 42.195K_Clubเราจะไปมาราธอนด้วยกัน วิ่ง กัน มั้ย วิ่งทั่วไทยไปทุกภาค
ลุงเนวิน จัดมาราธอน ดีๆ เพื่อนักวิ่งทุกคน
...........
บุรีรัมย์ มาราธอน ฮอตจริงๆ
ถามกันมาเยอะแยะ
รับกี่คน ค่าสมัครเท่าไร
.
แอด ไปถาม ผู้จัด BURIRAM MARATHON เอาข้อมูล มาบอกกล่าว ให้เตรียมตัว กันครับ
.
• มาราธอน รับ 7,000 คน ค่าสมัคร 800 บาท
• ฮาล์ฟมาราธอน รับ 7,000 คน ค่าสมัคร 600 บาท
• มินิมาราธอน รับ 4000 คน ค่าสมัคร 400 บาท
• ฟันรัน รับ 2,000 คน ค่าสมัคร 300 บาท
.
เห็นแล้ว "อึ้ง และ ทึ่ง"
3 ปี ราคาเท่าเดิม ทุกระยะ
.
ความสนุกเพิ่มขึ้น
ความสุขเพิ่มขึ้น
ความมันเพิ่มขึ้น
อาหาร เครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น
รางวัลเพิ่มขึ้น
แต่ "ค่าสมัคร" คงที่ ไม่มีเพิ่มแม้แต่บาทเดียว
.
60 ปีขึ้นไป ลด 50%
70 ปีขึ้นไป ฟรี!!!!
.
สุดยอดจริงๆ
ทำได้ไงครับ "ลุงเนวิน"
......
เตรียมตัว ครับ
13 กันยายน นักวิ่งบุรีรัมย์ มาราธอน 2017 และ 2018
.
14 กันยายน นักวิ่งทุกคน สมัครหลังแถลงข่าว
www.burirammarathon.com
.
ติดตามรายละเอียดการสมัคร ที่
www.burirammarathon.com
.
ชวนๆ Running Connect วิ่งไหนดี : Wingnaidee วิ่งกันนะ วิ่งไหนกัน ปั่นไหนดี 42.195K_Clubเราจะไปมาราธอนด้วยกัน วิ่ง กัน มั้ย วิ่งทั่วไทยไปทุกภาค
วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
New World Record
Berlin Marathon ทำไมเร็วกันนักนะ
เชื่อว่าวันอาทิตย์นี้….เพื่อนๆหลายคนที่ไปวิ่งมากันตอนเช้าคงมานั่งลุ้น New World Record กับรายการ Berlin Marathon 2018 เหมือนแอด ซึ่งในช่วงเดือนกันยายนของทุกๆปี จะจัดขึ้นที่ เมืองเบอร์ลิน ประเทศ เยอรมัน ถือเป็น 1 ใน 6 World Marathon Major ที่จะจัดขึ้นใน 6 เมืองใหญ่ทั่วโลก (Tokyo, Boston, London, Berlin, Chicago และ New York City)
ในส่วนของ Berlin Marathon ปีนี้คงหนีไม่พ้นการขับเคี่ยวระหว่าง 2 ยอดนักวิ่งระยะไกลแห่งยุคอย่าง Eliud Kipchoge และ Wilson Kipsang สำหรับ Kipchoge นั้นถือว่าเป็นยอดมนุษย์ เขาถูกยกให้เป็นสุดยอดนักวิ่งมาราธอนในยุคนี้ หรือ “The Greatest Marathoner of the Modern Era” จริงๆเขาไม่ได้แข่งมาราธอนมากมายหลายรายการหรอก Berlin Marathon ปีนี้เป็นมาราธอนที่ 11 เท่านั้น….แต่ที่สุดยอดก็เพราะ 10 มาราธอนที่ผ่านมาเขาชนะไปถึง 9 รายการ อีกทั้งยังได้เหรียญทองโอลิมปิกที่ Rio ในปี 2016 ที่ผ่านมา แถมเป็นแชมป์เก่าที่ Berlin ถึง 2 ครั้งในปี 2015 และ 2017 ถ้าใครคิดว่าใครกันนะที่เอาชนะ Kipchoge ได้…..ก็ Wison Kipsang นี่ล่ะ!!! เพราะรายการเดียวที่ Kipchoge ได้ที่สอง คือ Berlin Marathon 2013 ที่ Kipsang ทำ World Record ได้นั่นเอง นอกจากนั้น Kipsang ยังได้แชมป์ World Marathon Major อีกหลายรายการทั้งใน London(2012), Berlin(2013), New York(2014) และ Tokyo(2017)
แต่ในปีนี้….Kipchoge ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ทั้งทำ World Record และคว้าแชมป์ Marathon รายการที่ 11 ของตัวเองไปอย่างภาคภูมิใจ ทำเอาแอดลุ้นแทบไม่ได้นั่งตลอด 2 ชั่วโมง :)
จริงๆ...ก่อนหน้าการแข่งขันนี้หลายคนก็ลุ้นกันว่า World Record ใหม่จะเกิดขึ้นไหม (และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ!!!) โดย World Record ก่อนนี้อยู่ที่ 2:02:57 โดย Dennis Kimetto ที่ Berlin Marathon ในปี 2014 ขณะที่แอดกำลังเขียนอยู่นี้ บอกตรงๆว่ามือสั่นเขียนไม่ค่อยถูกเพราะลุ้น Kipchoge นี่ล่ะ ก็ผ่านไปแค่ 10 km พี่ Kipchoge เล่นทำเวลาได้ 29.01 นาที (ต่ำกว่า World Record ถึง 8 วินาที!!) วิ่งมาเรื่อยๆเริ่มเห็น Pacer ของเขาค่อยๆหายไปเรื่อยๆ แอดก็เริ่มใจหาย...ไม่รู้เป็นกลยุทธ์หรือ pacer ไม่ไหวจริงๆ ต่อมา ในช่วงก่อน 20 km เห็น Kipchoge สีหน้าเริ่มเครียด พยายามบอกให้ pacer ไม่แตกไลน์ ยิ่งลุ้นไปใหญ่
จนถึง 21 km ที่เขาทำเวลาได้ 1:01:06 ซึ่งผู้บรรยายบอกว่านี่มัน pace ประมาณ 2:50 (แปลว่าพี่ Kipchoge เค้าวิ่ง 1 km เวลาแค่ 2 นาที 50 วินาที !!!!) ซึ่งถ้าสามารถรักษาความเร็วด้วย pace ระดับนี้ไปจนจบเค้าจะสามารถทำลายสถิติโลกขาดกระจุยเกือบ 40 วินาที ได้ยินแบบนี้ทำเอาแอดนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว คิดในใจว่า...พี่เอาจริงดิครับ เพราะถ้าพี่ทำได้จริง..ผมจะดีใจสุดๆ เป็นบุญตาผมที่ได้เห็น ซึ่งถ้าดูจริงๆ...การวิ่งของ Kipchoge สอนอะไรเราได้หลายอย่างเลย ตั้งแต่ความเอาจริงเอาจังในการวิ่งที่สั่งให้ Pacer วิ่งให้ดี ตลอดทางวิ่ง...Kipchoge นอกจากจะรักษา Good Form Running ได้ดีมาก สมาธิยังดีสุดๆ สังเกตได้จาก กิโลเมตรที่ 40 เมื่อเขารับน้ำแล้วหลุดมือ ดูดีๆจะเห็นว่าสีหน้าเค้าไม่วอกแวกเลย กลับกันทั้งแววตาและสีหน้ากลับแสดงความมุ่งมั่นเอาชนะให้ได้ (ตอน 40 km นั้น….เค้าฉีก World Record ไปถึง 1 นาที แล้ว)
และ Kipchoge ก็จบ Berlin Marathon ไปด้วย 2:01:40 เร็วกว่า World Record เดิมนาทีกว่า!!! สุดยอดมากๆๆ
หลายคนอาจเกิดคำถามว่าทำไมมาลุ้น New World Record กันที่ Berlin Marathon กัน ??? ก็เพราะ...การทำลาย World Record ที่ผ่านมา 6 ครั้งล่าสุด (ถ้ารวมครั้งนี้ด้วยจะเป็นครั้งที่ 7) มันเกิดที่ Berlin Marathon นี่ล่ะ!!!! ที่เป็นแบบนี้….นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่า Berlin Marathon มีเส้นทางที่เรียบและโค้งน้อย จุดออกตัวอยู่ที่ระดับ 38 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และขึ้นไปสูงสุดที่แค่ 53 เมตร และไม่ลงไปต่ำกว่า 37 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเลย นอกจากนั้น...ด้วยความที่ Berlin เป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่บนเกาะหรือติดทะเลทำให้ลมไม่แรง ถ้าเทียบกับ London Marathon เพื่อนๆจะเห็นว่านอกจากโค้งเยอะแล้ว...ช่วงวิ่งเลาะแม่น้ำ Thames ลมจะแรงมาก เช่นเดียวกับที่ Chicago Marathon ใครเคยไปเมืองนี้จะรู้ดีว่า..ด้วยความที่เมืองติดทะเลสาบ Michigan ทำให้ลมแรงเช่นกัน ประกอบกับการแข่งที่ Berlin จัดในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งอุณหภูมิอยู่ที่ 12-15 องศาเซลเซียส เรียกว่าอากาศกำลังดี ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป
ถ้าวันนี้เพื่อนๆดูการวิ่งจะพบว่ามันเข้าตามสภาพนี้แทบทุกอย่าง…นอกจากนั้นบรรยากาศในการแข่งก็สุดยอด เพื่อนจะเห็นว่าสภาพทางวิ่งมีความร่มรื่น บรรยากาศการเชียร์ของผู้คนที่เรียกว่าปิดเมืองเชียร์กันเลย แต่จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าขาดนักวิ่งชั้นยอดอย่าง Eliud Kipchoge และ เมื่อสถานการณ์ดีๆมาเจอกับยอดมนุษย์ World Record จึงทลายอย่างที่เห็นกันวันนี้แล :)
ข้อมูลอ้างอิง
Why so many marathon records are broken in Berlin, BBC
ที่มา : https://www.facebook.com/WingNaiDee/photos/a.623528221031015/1996646577052499/?type=3&__xts__%5B0%5D=68.ARAxBZou-7hFFnY2nQDDE6VNci-fksPEXjsLJ_0q0DMrGp9PepK2gCldALobN9S7Ew6PSyA38HYG7mFNoJtb2dWQNF9vK2E4ETMhqkfMcdT9OM7IAnQskR7IJZda06GKJ_7UFhuOTOueQ20Z4HxwsAfj0dIzlAkTlp1Lbo-MdhbbXZzhRo2I&__tn__=EHH-R
เชื่อว่าวันอาทิตย์นี้….เพื่อนๆหลายคนที่ไปวิ่งมากันตอนเช้าคงมานั่งลุ้น New World Record กับรายการ Berlin Marathon 2018 เหมือนแอด ซึ่งในช่วงเดือนกันยายนของทุกๆปี จะจัดขึ้นที่ เมืองเบอร์ลิน ประเทศ เยอรมัน ถือเป็น 1 ใน 6 World Marathon Major ที่จะจัดขึ้นใน 6 เมืองใหญ่ทั่วโลก (Tokyo, Boston, London, Berlin, Chicago และ New York City)
ในส่วนของ Berlin Marathon ปีนี้คงหนีไม่พ้นการขับเคี่ยวระหว่าง 2 ยอดนักวิ่งระยะไกลแห่งยุคอย่าง Eliud Kipchoge และ Wilson Kipsang สำหรับ Kipchoge นั้นถือว่าเป็นยอดมนุษย์ เขาถูกยกให้เป็นสุดยอดนักวิ่งมาราธอนในยุคนี้ หรือ “The Greatest Marathoner of the Modern Era” จริงๆเขาไม่ได้แข่งมาราธอนมากมายหลายรายการหรอก Berlin Marathon ปีนี้เป็นมาราธอนที่ 11 เท่านั้น….แต่ที่สุดยอดก็เพราะ 10 มาราธอนที่ผ่านมาเขาชนะไปถึง 9 รายการ อีกทั้งยังได้เหรียญทองโอลิมปิกที่ Rio ในปี 2016 ที่ผ่านมา แถมเป็นแชมป์เก่าที่ Berlin ถึง 2 ครั้งในปี 2015 และ 2017 ถ้าใครคิดว่าใครกันนะที่เอาชนะ Kipchoge ได้…..ก็ Wison Kipsang นี่ล่ะ!!! เพราะรายการเดียวที่ Kipchoge ได้ที่สอง คือ Berlin Marathon 2013 ที่ Kipsang ทำ World Record ได้นั่นเอง นอกจากนั้น Kipsang ยังได้แชมป์ World Marathon Major อีกหลายรายการทั้งใน London(2012), Berlin(2013), New York(2014) และ Tokyo(2017)
แต่ในปีนี้….Kipchoge ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ทั้งทำ World Record และคว้าแชมป์ Marathon รายการที่ 11 ของตัวเองไปอย่างภาคภูมิใจ ทำเอาแอดลุ้นแทบไม่ได้นั่งตลอด 2 ชั่วโมง :)
จริงๆ...ก่อนหน้าการแข่งขันนี้หลายคนก็ลุ้นกันว่า World Record ใหม่จะเกิดขึ้นไหม (และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ!!!) โดย World Record ก่อนนี้อยู่ที่ 2:02:57 โดย Dennis Kimetto ที่ Berlin Marathon ในปี 2014 ขณะที่แอดกำลังเขียนอยู่นี้ บอกตรงๆว่ามือสั่นเขียนไม่ค่อยถูกเพราะลุ้น Kipchoge นี่ล่ะ ก็ผ่านไปแค่ 10 km พี่ Kipchoge เล่นทำเวลาได้ 29.01 นาที (ต่ำกว่า World Record ถึง 8 วินาที!!) วิ่งมาเรื่อยๆเริ่มเห็น Pacer ของเขาค่อยๆหายไปเรื่อยๆ แอดก็เริ่มใจหาย...ไม่รู้เป็นกลยุทธ์หรือ pacer ไม่ไหวจริงๆ ต่อมา ในช่วงก่อน 20 km เห็น Kipchoge สีหน้าเริ่มเครียด พยายามบอกให้ pacer ไม่แตกไลน์ ยิ่งลุ้นไปใหญ่
จนถึง 21 km ที่เขาทำเวลาได้ 1:01:06 ซึ่งผู้บรรยายบอกว่านี่มัน pace ประมาณ 2:50 (แปลว่าพี่ Kipchoge เค้าวิ่ง 1 km เวลาแค่ 2 นาที 50 วินาที !!!!) ซึ่งถ้าสามารถรักษาความเร็วด้วย pace ระดับนี้ไปจนจบเค้าจะสามารถทำลายสถิติโลกขาดกระจุยเกือบ 40 วินาที ได้ยินแบบนี้ทำเอาแอดนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว คิดในใจว่า...พี่เอาจริงดิครับ เพราะถ้าพี่ทำได้จริง..ผมจะดีใจสุดๆ เป็นบุญตาผมที่ได้เห็น ซึ่งถ้าดูจริงๆ...การวิ่งของ Kipchoge สอนอะไรเราได้หลายอย่างเลย ตั้งแต่ความเอาจริงเอาจังในการวิ่งที่สั่งให้ Pacer วิ่งให้ดี ตลอดทางวิ่ง...Kipchoge นอกจากจะรักษา Good Form Running ได้ดีมาก สมาธิยังดีสุดๆ สังเกตได้จาก กิโลเมตรที่ 40 เมื่อเขารับน้ำแล้วหลุดมือ ดูดีๆจะเห็นว่าสีหน้าเค้าไม่วอกแวกเลย กลับกันทั้งแววตาและสีหน้ากลับแสดงความมุ่งมั่นเอาชนะให้ได้ (ตอน 40 km นั้น….เค้าฉีก World Record ไปถึง 1 นาที แล้ว)
และ Kipchoge ก็จบ Berlin Marathon ไปด้วย 2:01:40 เร็วกว่า World Record เดิมนาทีกว่า!!! สุดยอดมากๆๆ
หลายคนอาจเกิดคำถามว่าทำไมมาลุ้น New World Record กันที่ Berlin Marathon กัน ??? ก็เพราะ...การทำลาย World Record ที่ผ่านมา 6 ครั้งล่าสุด (ถ้ารวมครั้งนี้ด้วยจะเป็นครั้งที่ 7) มันเกิดที่ Berlin Marathon นี่ล่ะ!!!! ที่เป็นแบบนี้….นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่า Berlin Marathon มีเส้นทางที่เรียบและโค้งน้อย จุดออกตัวอยู่ที่ระดับ 38 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และขึ้นไปสูงสุดที่แค่ 53 เมตร และไม่ลงไปต่ำกว่า 37 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเลย นอกจากนั้น...ด้วยความที่ Berlin เป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่บนเกาะหรือติดทะเลทำให้ลมไม่แรง ถ้าเทียบกับ London Marathon เพื่อนๆจะเห็นว่านอกจากโค้งเยอะแล้ว...ช่วงวิ่งเลาะแม่น้ำ Thames ลมจะแรงมาก เช่นเดียวกับที่ Chicago Marathon ใครเคยไปเมืองนี้จะรู้ดีว่า..ด้วยความที่เมืองติดทะเลสาบ Michigan ทำให้ลมแรงเช่นกัน ประกอบกับการแข่งที่ Berlin จัดในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งอุณหภูมิอยู่ที่ 12-15 องศาเซลเซียส เรียกว่าอากาศกำลังดี ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป
ถ้าวันนี้เพื่อนๆดูการวิ่งจะพบว่ามันเข้าตามสภาพนี้แทบทุกอย่าง…นอกจากนั้นบรรยากาศในการแข่งก็สุดยอด เพื่อนจะเห็นว่าสภาพทางวิ่งมีความร่มรื่น บรรยากาศการเชียร์ของผู้คนที่เรียกว่าปิดเมืองเชียร์กันเลย แต่จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าขาดนักวิ่งชั้นยอดอย่าง Eliud Kipchoge และ เมื่อสถานการณ์ดีๆมาเจอกับยอดมนุษย์ World Record จึงทลายอย่างที่เห็นกันวันนี้แล :)
ข้อมูลอ้างอิง
Why so many marathon records are broken in Berlin, BBC
ที่มา : https://www.facebook.com/WingNaiDee/photos/a.623528221031015/1996646577052499/?type=3&__xts__%5B0%5D=68.ARAxBZou-7hFFnY2nQDDE6VNci-fksPEXjsLJ_0q0DMrGp9PepK2gCldALobN9S7Ew6PSyA38HYG7mFNoJtb2dWQNF9vK2E4ETMhqkfMcdT9OM7IAnQskR7IJZda06GKJ_7UFhuOTOueQ20Z4HxwsAfj0dIzlAkTlp1Lbo-MdhbbXZzhRo2I&__tn__=EHH-R
วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561
ทำเข้าไปด้าย 25k เพซ 6.00 สม่ำเสมอ
วิ่งยาวประจำ Week 7 ซ้อมเพื่อลงแข่งระยองมาราธอน วันที่ 25 พ.ย. 2561 ระยะทำการ 27K คือต้องวิ่ง 11 รอบสวนลุมพินี จะได้ 27.5K เวลาที่ทำได้ดังนี้
ทั้งนี้ปกติจะไปวิ่งยาวที่สวนธนฯ แต่ไปถึงเกือบตี 3 ปรากฎว่าเขาล็อคประตูสนิท ต่อเติมประตูสูงเท่ากำแพงเลย คือต้องเริ่มตี 5 ตามเวลาทำการของสวน เลยเปลี่ยนไปวิ่งสวนลุมแทน พอวิ่งเสร็จก็จะได้ไปทำงานต่อ
- 4 รอบแรก 1:01 ชม.
- 4 รอบสอง 1:00 ชม.
- 2 รอบสาม 30 นาที
- 1 รอบสุดท้าย 16 นาที
อันนี้เยี่ยมมากสามารถวิ่ง 10 รอบ ด้วย Pace เฉลี่ย 6.00 ซึ่งไม่เคยทำได้ดีแบบนี้ ปกติจะวิ่ง 10 รอบแรก กับ 10 รอบสอง ไม่เท่ากัน ต่างกัน 5-8 นาทีเลย
สภาพร่างกายปกติดี ไม่เหนื่อย วิ่งเรื่อยๆ สามารถยืดเหยียดครบตาม 5 ท่าหมอเมย์
ทั้งนี้ปกติจะไปวิ่งยาวที่สวนธนฯ แต่ไปถึงเกือบตี 3 ปรากฎว่าเขาล็อคประตูสนิท ต่อเติมประตูสูงเท่ากำแพงเลย คือต้องเริ่มตี 5 ตามเวลาทำการของสวน เลยเปลี่ยนไปวิ่งสวนลุมแทน พอวิ่งเสร็จก็จะได้ไปทำงานต่อ
ข้อสังเกตุ :
- รู้สึกว่าคนเยอะขึ้นซักตี 5 ผู้คน นักวิ่งก็ทะยอยกันมา อาจเป็นเพราะตารางซ้อมวิ่งยาวของบางคนตรงกับวันเสาร์
- วันนี้โดนครูดินแซงตอนวิ่ง รอบรองสุดท้าย ตอนแรกมองไม่ชัดเพราะไม่ได้ใส่แว่นแต่ดูทรงแล้วคิดว่าใช่ครูดิน เลยวิ่งไปแอบดูอีกทีตอนรอบสุดท้าย ซึ่งก็ใช่จริงๆ
- ทางสวนเขาทำที่ยืดเส้น ยืดเหยียดใหม่ ไว้ตรงประตูหอนาฬิกา ด้านแยกสาทร
วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561
ข้อควรทำของนักวิ่งมาราธอน
1. วิ่งออกกำลังกายให้ร่างกายรู้สึกชิน
ก่อนจะลงวิ่งมาราธอนหรือมินิฮาล์ฟมาราธอน ต้องมั่นใจก่อนว่าร่างกายของเราพร้อมจะวิ่งระยะไกลแล้ว โดยควรต้องเป็นคนที่วิ่งออกกำลังกายอยู่เป็นประจำและต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปีก่อนลงวิ่งมาราธอน เพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อร่างกายให้รู้สึกชิน นับเป็นการป้องกันอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อไปด้วยในตัว
ก่อนจะลงวิ่งมาราธอนหรือมินิฮาล์ฟมาราธอน ต้องมั่นใจก่อนว่าร่างกายของเราพร้อมจะวิ่งระยะไกลแล้ว โดยควรต้องเป็นคนที่วิ่งออกกำลังกายอยู่เป็นประจำและต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปีก่อนลงวิ่งมาราธอน เพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อร่างกายให้รู้สึกชิน นับเป็นการป้องกันอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อไปด้วยในตัว
2. ซ้อมวิ่งระยะไกลไว้ด้วย
เพื่อเป็นการเทรนร่างกายในเบื้องต้น ก็ควรต้องซ้อมวิ่งให้ได้ระยะทางรวมกันสัปดาห์ละ 24 — 32 กิโลเมตร อย่างน้อยเป็นเวลา 4 — 6 เดือนก่อนลงวิ่งมาราธอน ทว่าในช่วงเวลาก่อนลงสนามจริง ควรลดความถี่ในการฝึกซ้อมวิ่งระยะไกลให้ไม่เกิน 6 ครั้งก่อนลงวิ่งมาราธอน ทั้งนี้ก็เพื่อพักฟื้นร่างกายไม่ให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าเกินไปก่อนลงสนามจริงนั่นเอง
เพื่อเป็นการเทรนร่างกายในเบื้องต้น ก็ควรต้องซ้อมวิ่งให้ได้ระยะทางรวมกันสัปดาห์ละ 24 — 32 กิโลเมตร อย่างน้อยเป็นเวลา 4 — 6 เดือนก่อนลงวิ่งมาราธอน ทว่าในช่วงเวลาก่อนลงสนามจริง ควรลดความถี่ในการฝึกซ้อมวิ่งระยะไกลให้ไม่เกิน 6 ครั้งก่อนลงวิ่งมาราธอน ทั้งนี้ก็เพื่อพักฟื้นร่างกายไม่ให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าเกินไปก่อนลงสนามจริงนั่นเอง
3. ซ้อมวิ่งเสมือนจริง
หากคิดว่าฝึกซ้อมจนร่างกายฟิตแล้ว ประมาณ 2 — 3 เดือนก่อนลงแข่งขัน ให้ลองซ้อมวิ่งในระยะทาง 24 กิโลเมตรแบบม้วนเดียวจบและควรทดสอบตัวเองด้วยการลงวิ่งระยะไกล (10 กิโลเมตร) อย่างน้อย 2 ครั้งก่อนลงวิ่งมาราธอน
หากคิดว่าฝึกซ้อมจนร่างกายฟิตแล้ว ประมาณ 2 — 3 เดือนก่อนลงแข่งขัน ให้ลองซ้อมวิ่งในระยะทาง 24 กิโลเมตรแบบม้วนเดียวจบและควรทดสอบตัวเองด้วยการลงวิ่งระยะไกล (10 กิโลเมตร) อย่างน้อย 2 ครั้งก่อนลงวิ่งมาราธอน
4. ไม่ควรฝืนร่างกาย
หากระหว่างการซ้อมวิ่งเกิดบาดเจ็บหรือป่วยขึ้นมา ห้ามซ้อมวิ่งต่อเด็ดขาดจนกว่าอาการเจ็บป่วยจะหายสนิทจริงๆ
หากระหว่างการซ้อมวิ่งเกิดบาดเจ็บหรือป่วยขึ้นมา ห้ามซ้อมวิ่งต่อเด็ดขาดจนกว่าอาการเจ็บป่วยจะหายสนิทจริงๆ
5. พักผ่อนให้เพียงพอ
ก่อนลงสนามวิ่งมาราธอนจริงๆ ต้องพักผ่อนให้เต็มอิ่ม อย่างน้อยต้องนอนหลับไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมง เพื่อที่ตื่นมาจะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า
ก่อนลงสนามวิ่งมาราธอนจริงๆ ต้องพักผ่อนให้เต็มอิ่ม อย่างน้อยต้องนอนหลับไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมง เพื่อที่ตื่นมาจะได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า
6. เลือกกินอาหารให้ถูกหลัก
สำหรับนักวิ่งมือใหม่ควรต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในช่วงที่ซ้อมวิ่งระยะไกล แต่ในช่วงก่อนเริ่มลงสนามวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง ควรกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสักเล็กน้อย เช่น ขนมปังหรือกล้วย 1 ลูก เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานไปใช้ในการวิ่ง
สำหรับนักวิ่งมือใหม่ควรต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในช่วงที่ซ้อมวิ่งระยะไกล แต่ในช่วงก่อนเริ่มลงสนามวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง ควรกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสักเล็กน้อย เช่น ขนมปังหรือกล้วย 1 ลูก เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานไปใช้ในการวิ่ง
7. น้ำก็สำคัญ
ก่อนถึงเวลาลงสนามประมาณ 20 — 30 นาที นักวิ่งควรดื่มน้ำ 1 — 2 แก้ว และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ส่วนในระหว่างที่เราวิ่งอยู่ ร่างกายจะสูญเสียน้ำไปเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นนักวิ่งจึงควรจิบน้ำเป็นระยะๆ ในระหว่างวิ่ง โดยเฉพาะตอนที่รู้สึกกระหายน้ำจนปากคอแห้ง ซึ่งแปลว่าร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะขาดน้ำ ควรแวะหยิบน้ำมาจิบแก้กระหายโดยเร็วที่สุด
ก่อนถึงเวลาลงสนามประมาณ 20 — 30 นาที นักวิ่งควรดื่มน้ำ 1 — 2 แก้ว และเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ส่วนในระหว่างที่เราวิ่งอยู่ ร่างกายจะสูญเสียน้ำไปเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นนักวิ่งจึงควรจิบน้ำเป็นระยะๆ ในระหว่างวิ่ง โดยเฉพาะตอนที่รู้สึกกระหายน้ำจนปากคอแห้ง ซึ่งแปลว่าร่างกายกำลังอยู่ในสภาวะขาดน้ำ ควรแวะหยิบน้ำมาจิบแก้กระหายโดยเร็วที่สุด
8. หยุดพักบ้างก็ได้
หากคุณใช้เวลาวิ่งนานเกิน 3 ชั่วโมง ควรหยุดพักด้วยการเดินเพื่อสูดอากาศเข้าปอดให้เต็มที่ เป็นการเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายไม่รู้สึกอ่อนล้าจนเกินไป เมื่อพักจนรู้สึกดีขึ้นแล้วค่อยเริ่มวิ่งต่อ
หากคุณใช้เวลาวิ่งนานเกิน 3 ชั่วโมง ควรหยุดพักด้วยการเดินเพื่อสูดอากาศเข้าปอดให้เต็มที่ เป็นการเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายไม่รู้สึกอ่อนล้าจนเกินไป เมื่อพักจนรู้สึกดีขึ้นแล้วค่อยเริ่มวิ่งต่อ
9. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพิ่มความฟิต
ก่อนวิ่งมาราธอนก็ควรยืดเหยียดร่างกายเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกล้ามเนื้อและกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดไปพร้อมๆ กัน โดยควรวอร์มร่างกายประมาณ 10 — 15 นาทีเป็นอย่างต่ำ
ก่อนวิ่งมาราธอนก็ควรยืดเหยียดร่างกายเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกล้ามเนื้อและกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดไปพร้อมๆ กัน โดยควรวอร์มร่างกายประมาณ 10 — 15 นาทีเป็นอย่างต่ำ
กดติดตามเราเพิ่มเติมได้ที่
Instagram: @thenorthfacethailand
Instagram: @thenorthfacethailand
ลงทะเบียนรับอีเมล์ข่าวจาก The North Face Thailand
อัพเดทสินค้าใหม่และโปรโมชั่นพิเศษก่อนใคร
http://eepurl.com/cFzWO1
อัพเดทสินค้าใหม่และโปรโมชั่นพิเศษก่อนใคร
http://eepurl.com/cFzWO1
วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561
วิ่งเพื่อวิ่ง | บทสนทนาสองหนุ่มนักวิ่งเรื่องจอมบึงมาราธอน
เมื่อข้าวในจานหมดลง บทสนทนาของนักวิ่งสองคนบนโต๊ะอาหารมักเป็นเรื่องวิ่ง
“เป็นไงมั่งพี่ ไปวิ่งจอมบึงมา”
“จะเป็นไงวะ ก็ไปวิ่งมา ก็ดี คำถามคือไรวะ”
“เห็นมีคนบ่นเรื่องเหรียญโอ่ง มีดราม่าเรื่องเสื้อฟินิชเชอร์”
“เฮ้ยแอด เอ็งก็วิ่งมาหลายปีนะ ถามหน่อย เราวิ่งกันทำไมวะ? ทุกวันนี้ เราวิ่งเพื่อวิ่ง วิ่งเพื่อสุขภาพเรา เราชวนคนที่เรารักไปวิ่ง เพราะเราอยากให้เค้าแข็งแรง”
พี่แกหยุดนิดนึง. คงเห็นผมอึ้ง มันใช่! #วิ่งเพื่อวิ่ง คำนี้โดนเต็มๆ ขอไฮไลท์ไว้เลย
“ถ้าแกจ่ายตังค์แล้วได้เหรียญสวยเสื้อดีแต่ไม่ต้องวิ่ง แกจะขับรถมาราชบุรีมาเอามะ?”
“ไม่ไปครับพี่ ผมไม่ได้ขับรถไปซื้อเหรียญกะซื้อเสื้อนะ”
“exactly หว่ะ แอด!” (แปลว่าอะไรวะ exactly ของแก) “เหรียญเค้าแจกให้เป็นที่ระลึก มันไม่ใช่สินค้า เราวิ่งเพราะเราอยากวิ่ง พอเราวิ่งจบ เค้าก็แจกเหรียญ เราก็ดีใจ จะเหรียญอะไรก็ตาม ก็ขอบคุณนะ. พออีก 10 ปีพอเราเห็นเหรียญนี้ เสื้อฟินิชเชอร์ตัวนี้ มันจะทำให้เราระลึกถึง race นี้. แกเข้าใจคำว่าที่ระลึกมะ? มันเอาไว้ระลึกถึงกัน เค้าจะแจกอะไรมา ความเห็นส่วนตัวนะ พี่ว่ามันไม่ต่างกัน”
พี่แกยิ้มนิดนึง
“เผลอๆนะเว้ย ไอ้เหรียญโอ่งที่ให้มา อีก 10 ปีให้หลังจากนี้ มันอาจจะทำให้พี่ยิ้มมากกว่าเหรียญโลหะเหรียญอื่นๆก็ได้นะ”
หยุดพูดนิดนึงแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม
“คือมันมีเรื่องราวแง มันเป็นสัญญลักษณ์ เอาไว้ให้เราจดจำเรื่องราว... นึกดูนะ อีก 10 ปีจากนี้ พอเราเหลือบไปเห็นมัน เราจะนึกได้ว่า ครั้งนึงเมื่อสิบปีที่แล้ว ไอ้เรซเก่าแก่เรซบ้านๆเรซนี้ มันคิดได้ไงอะที่แจกเหรียญโอ่ง”
“จริงๆ นี่คือเสน่ห์ของจอมบึงนะ พี่วิ่งที่นี่มา 4-5 ครั้ง ต้นปีใหม่ทีไรจะต้องมาจบจอมบึงให้ได้ เป็นสนามเบิกฤกษ์ เป็นสนามวิ่งที่มีจิตวิญญาณของการวิ่ง มีคนหลายแสนคนก่อนหน้าแกวิ่งผ่านเส้นทางนี้ไปแล้ว จิตวิญญาณของจอมบึงมันอยู่ตรงนั้นอะ”
“สมมุติบอสตันให้ตั๋วแกไปวิ่งโดยยังไม่โชว์เหรียญก่อน แกจะไปมะ?”
“ไปสิครับพี่ แน่นอนเลย”
“เห็นมะ สนามที่มีจิตวิญญาณของนักวิ่งนับล้าน มันมีพลังดึงดูดนักวิ่งให้ไปหาอยู่แล้ว แกต้องจ่ายค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่ากิน รวมเป็นแสน ต้องนั่งเครื่องบิน 24 ชั่วโมง เพื่อไปวิ่ง!. มันคืออะไร? มันคือจิตวิญญาณของการวิ่งเว้ย!”
รู้สึกว่าพี่แกจะอินมากกับคำนี้ จิตวิญญาณของสนาม
“สนามที่มีคนวิ่งนับล้านก่อนหน้าแก พลังบวกที่คอยผลักดันให้คนเหล่านั้นเอาชนะใจตัวเอง มันลอยอยู่ตรงนั้น - เรซที่เค้าวิ่งกันมาร้อยกว่าปี ผู้จัดอาจจะเปลี่ยนหรือตายกี่รอบแล้ว แต่เรซมันยังอยู่ เหรียญถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง แต่เรซมันก็ยังอยู่ - วิญญาณของสนามมันอยู่ที่สนาม ไม่ใช่เหรียญ”
แกยิ้มกว้างกว่าเดิมอีกทีนี้ คงเห็นผมพยักหน้าหงึกๆตั้งใจฟังอย่างดี
“ถ้าจะให้พี่วิจารณ์เรซนี้ ว่ามันพลาดตรงไหน? ส่วนตัวนะ พี่ว่าเรื่องเดียวที่มันพลาดคือ มันเผลอ! มันเผลอความคิดไปทำตามกระแสนิยม ว่างานวิ่งดีต้อง มีเหรียญดี เสื้อสวย อาหารอร่อย ยิ่งหลังๆก็มี เพซเซอร์อึ๋ม เพิ่มเข้ามาอีกกระแส. เรซใหม่ๆ เค้าต้องค่อยๆสะสมจิตวิญญาณของสนาม การเอาจุดขายอื่นๆมานำเสนอให้นักวิ่ง เสื้อสวย เหรียญดี อาหารเพียบ เพซเซอร์อึ๋ม ก็ทำถูกต้องแล้ว เรซหน้าตาดี ก็ดึงดูดนักวิ่งให้มาลองสนามนี้ก่อน ถ้างานเค้าจัดดี สนามนั้นก็ยิ่งค่อยๆมีจิตวิญญาณของมาราธอนมากขึ้นมาทุกๆปี
จะเล่าให้ฟังเรื่องนึง
แกรู้มั้ยว่า จอมบึงมันใช้ไม้แขวนเสื้อพลาสติกโลว์ๆ แขวนโชว์เสื้อฟินิชเชอร์บนราวตากผ้า ราวก็ทำจากเชือกกระสอบมีกระดาษสองใบ พิมพ์คำว่าเสื้อ Finisher มาแปะสก้อตเทปไว้ข้างๆ. ไม่ได้มีหุ่นมาใส่โชว์เสื้อ พี่เห็นแล้วพี่อมยิ้มนะ. ว่ามันบ้านๆได้ใจจริงๆ 5555 นี่มันเสื้อฟินิชเชอร์เลยนะเว้ย. แขวนกันแบบนี้เนี่ยอะนะ. แต่นี่แหล่ะคือเสน่ห์ของจอมบึง.
มันเหมือนแกไปเที่ยวปาย คนชงกาแฟสด นุ่งผ้าถุงอุ้มลูกมาชงกาแฟอะ. มันคือเสน่ห์ของปาย เสน่ห์ของความบ้านๆ ถ้าแกมาปาย แล้วแกเห็นสตาร์บั๊คส์ มันจะใช่ปายเหรอวะ?
จริงๆ ไอ้เหรียญโอ่ง ถ้วยรางวัลโอ่ง อันนี้ก็เกิดจากความคิดบ้านๆ พี่ว่ามันมีเสน่ห์นะ ยิ่งถ้าปีหน้า มันไม่แจกเหรียญโอ่งอีกแล้ว พี่ว่าเหรียญโอ่งปีนี้จะกลายเป็นตำนาน มันจะเป็นเหรียญมีค่า ที่ทำให้ทุกคนอิจฉาเลย 555”
“ปีนี้เห็นผลการโหวต 2017 บอกว่า จอมบึง ไม่ติด 1 ใน 10 ของมาราธอนที่ดีที่สุดในประเทศ”
“ต่างคนต่างความคิด เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่จะชอบสนามไหน สนามดี คนชอบ เค้าก็โหวตว่าดี ก็ถูกต้องแล้วนี่หว่า - เรื่องผลการโหวตนี้เป็นเรื่องดีนะ เป็นการสะกิดจอมบึงนิดนึง ว่าการจัดงานวิ่งสมัยนี้ เค้าต้องสื่อสารให้กับนักวิ่งผ่านสื่อโซเชียลให้มากกว่านี้ ให้ชัดเจนขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่รอรับฟังข่าวสารอยู่บนนั้น - แต่แกไม่ได้ทำเพจ แกจะรู้อะไรแอด.”
“อะ..เอิ่ม..ครับพี่”
“คำถามเดิม ถ้า London หรือโตเกียวถูกตัดจาก World Marathon Majors ไม่ติดอันดับผลโหวตชื่นชอบจากคนทั่วโลก พี่ถามว่า แกยังจะไปอยู่มะ?”
“ไปดิครับ มันเป็นความฝันของผมนะ ที่จะได้วิ่งในสนามพวกนี้”
“Exactly!” (มันมาอีกแล้วคำนี้) “เป็นสิทธิ์ของแต่คนที่จะชอบสนามไหน ไม่มีถูกไม่มีผิด แต่ #สนามที่เราวิ่งแล้วทำให้เรามีพลัง #สนามนั้นมันจะดึงดูดเราไปเอง เค้าจะแจกเหรียญเป็นโอ่ง เป็นอ่าง หรือจะเป็นใบไม้ ก็ขอบคุณนะ อะไรก็ได้เอามาเหอะ ข้าก็มาวิ่งอยู่ดี”
“ใช่ครับพี่! Exactly เลย” (มันแปลว่าอะไรไม่รู้อะ กรูพูดมั่ง)
“เอ่ออ..พี่..ที่เราคุยกันวันนี้ มันดีมากเลยนะ ผมเอาไปลงเพจนะ ผมอัดเสียงไว้แล้ว ให้คนอื่นอ่านด้วย. ขอ.”
“อ้าว @#$%# ละ ไม่บอกกรูล่วงหน้าเลยนะมรึง ดีว่ากรูไม่ด่าไปเยอะ 5555 เออ..ได้.. งั้นมื้อนี้เอ็งเลี้ยงก็แล้วกัน”
#วิ่งเพื่อวิ่ง ฮะ
เสียตังค์เลี้ยงข้าว แล้วได้คำนี้มา!
คุ้มเป็นที่สุด. สุดยอดมาก ขอเก็บไว้เลย.
#ThaiRun
The Thailand’s Running Media
เพราะความสุขของนักวิ่ง คือเรื่องใหญ่ของเรา
#CBM2018 | #จอมบึงมาราธอน
ที่มา : https://www.facebook.com/thaidotrun/photos/a.1694377410849702.1073741828.1658834907737286/2033836933570413/?type=3
“เป็นไงมั่งพี่ ไปวิ่งจอมบึงมา”
“จะเป็นไงวะ ก็ไปวิ่งมา ก็ดี คำถามคือไรวะ”
“เห็นมีคนบ่นเรื่องเหรียญโอ่ง มีดราม่าเรื่องเสื้อฟินิชเชอร์”
“เฮ้ยแอด เอ็งก็วิ่งมาหลายปีนะ ถามหน่อย เราวิ่งกันทำไมวะ? ทุกวันนี้ เราวิ่งเพื่อวิ่ง วิ่งเพื่อสุขภาพเรา เราชวนคนที่เรารักไปวิ่ง เพราะเราอยากให้เค้าแข็งแรง”
พี่แกหยุดนิดนึง. คงเห็นผมอึ้ง มันใช่! #วิ่งเพื่อวิ่ง คำนี้โดนเต็มๆ ขอไฮไลท์ไว้เลย
“ถ้าแกจ่ายตังค์แล้วได้เหรียญสวยเสื้อดีแต่ไม่ต้องวิ่ง แกจะขับรถมาราชบุรีมาเอามะ?”
“ไม่ไปครับพี่ ผมไม่ได้ขับรถไปซื้อเหรียญกะซื้อเสื้อนะ”
“exactly หว่ะ แอด!” (แปลว่าอะไรวะ exactly ของแก) “เหรียญเค้าแจกให้เป็นที่ระลึก มันไม่ใช่สินค้า เราวิ่งเพราะเราอยากวิ่ง พอเราวิ่งจบ เค้าก็แจกเหรียญ เราก็ดีใจ จะเหรียญอะไรก็ตาม ก็ขอบคุณนะ. พออีก 10 ปีพอเราเห็นเหรียญนี้ เสื้อฟินิชเชอร์ตัวนี้ มันจะทำให้เราระลึกถึง race นี้. แกเข้าใจคำว่าที่ระลึกมะ? มันเอาไว้ระลึกถึงกัน เค้าจะแจกอะไรมา ความเห็นส่วนตัวนะ พี่ว่ามันไม่ต่างกัน”
พี่แกยิ้มนิดนึง
“เผลอๆนะเว้ย ไอ้เหรียญโอ่งที่ให้มา อีก 10 ปีให้หลังจากนี้ มันอาจจะทำให้พี่ยิ้มมากกว่าเหรียญโลหะเหรียญอื่นๆก็ได้นะ”
หยุดพูดนิดนึงแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม
“คือมันมีเรื่องราวแง มันเป็นสัญญลักษณ์ เอาไว้ให้เราจดจำเรื่องราว... นึกดูนะ อีก 10 ปีจากนี้ พอเราเหลือบไปเห็นมัน เราจะนึกได้ว่า ครั้งนึงเมื่อสิบปีที่แล้ว ไอ้เรซเก่าแก่เรซบ้านๆเรซนี้ มันคิดได้ไงอะที่แจกเหรียญโอ่ง”
“จริงๆ นี่คือเสน่ห์ของจอมบึงนะ พี่วิ่งที่นี่มา 4-5 ครั้ง ต้นปีใหม่ทีไรจะต้องมาจบจอมบึงให้ได้ เป็นสนามเบิกฤกษ์ เป็นสนามวิ่งที่มีจิตวิญญาณของการวิ่ง มีคนหลายแสนคนก่อนหน้าแกวิ่งผ่านเส้นทางนี้ไปแล้ว จิตวิญญาณของจอมบึงมันอยู่ตรงนั้นอะ”
“สมมุติบอสตันให้ตั๋วแกไปวิ่งโดยยังไม่โชว์เหรียญก่อน แกจะไปมะ?”
“ไปสิครับพี่ แน่นอนเลย”
“เห็นมะ สนามที่มีจิตวิญญาณของนักวิ่งนับล้าน มันมีพลังดึงดูดนักวิ่งให้ไปหาอยู่แล้ว แกต้องจ่ายค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่ากิน รวมเป็นแสน ต้องนั่งเครื่องบิน 24 ชั่วโมง เพื่อไปวิ่ง!. มันคืออะไร? มันคือจิตวิญญาณของการวิ่งเว้ย!”
รู้สึกว่าพี่แกจะอินมากกับคำนี้ จิตวิญญาณของสนาม
“สนามที่มีคนวิ่งนับล้านก่อนหน้าแก พลังบวกที่คอยผลักดันให้คนเหล่านั้นเอาชนะใจตัวเอง มันลอยอยู่ตรงนั้น - เรซที่เค้าวิ่งกันมาร้อยกว่าปี ผู้จัดอาจจะเปลี่ยนหรือตายกี่รอบแล้ว แต่เรซมันยังอยู่ เหรียญถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง แต่เรซมันก็ยังอยู่ - วิญญาณของสนามมันอยู่ที่สนาม ไม่ใช่เหรียญ”
แกยิ้มกว้างกว่าเดิมอีกทีนี้ คงเห็นผมพยักหน้าหงึกๆตั้งใจฟังอย่างดี
“ถ้าจะให้พี่วิจารณ์เรซนี้ ว่ามันพลาดตรงไหน? ส่วนตัวนะ พี่ว่าเรื่องเดียวที่มันพลาดคือ มันเผลอ! มันเผลอความคิดไปทำตามกระแสนิยม ว่างานวิ่งดีต้อง มีเหรียญดี เสื้อสวย อาหารอร่อย ยิ่งหลังๆก็มี เพซเซอร์อึ๋ม เพิ่มเข้ามาอีกกระแส. เรซใหม่ๆ เค้าต้องค่อยๆสะสมจิตวิญญาณของสนาม การเอาจุดขายอื่นๆมานำเสนอให้นักวิ่ง เสื้อสวย เหรียญดี อาหารเพียบ เพซเซอร์อึ๋ม ก็ทำถูกต้องแล้ว เรซหน้าตาดี ก็ดึงดูดนักวิ่งให้มาลองสนามนี้ก่อน ถ้างานเค้าจัดดี สนามนั้นก็ยิ่งค่อยๆมีจิตวิญญาณของมาราธอนมากขึ้นมาทุกๆปี
จะเล่าให้ฟังเรื่องนึง
แกรู้มั้ยว่า จอมบึงมันใช้ไม้แขวนเสื้อพลาสติกโลว์ๆ แขวนโชว์เสื้อฟินิชเชอร์บนราวตากผ้า ราวก็ทำจากเชือกกระสอบมีกระดาษสองใบ พิมพ์คำว่าเสื้อ Finisher มาแปะสก้อตเทปไว้ข้างๆ. ไม่ได้มีหุ่นมาใส่โชว์เสื้อ พี่เห็นแล้วพี่อมยิ้มนะ. ว่ามันบ้านๆได้ใจจริงๆ 5555 นี่มันเสื้อฟินิชเชอร์เลยนะเว้ย. แขวนกันแบบนี้เนี่ยอะนะ. แต่นี่แหล่ะคือเสน่ห์ของจอมบึง.
มันเหมือนแกไปเที่ยวปาย คนชงกาแฟสด นุ่งผ้าถุงอุ้มลูกมาชงกาแฟอะ. มันคือเสน่ห์ของปาย เสน่ห์ของความบ้านๆ ถ้าแกมาปาย แล้วแกเห็นสตาร์บั๊คส์ มันจะใช่ปายเหรอวะ?
จริงๆ ไอ้เหรียญโอ่ง ถ้วยรางวัลโอ่ง อันนี้ก็เกิดจากความคิดบ้านๆ พี่ว่ามันมีเสน่ห์นะ ยิ่งถ้าปีหน้า มันไม่แจกเหรียญโอ่งอีกแล้ว พี่ว่าเหรียญโอ่งปีนี้จะกลายเป็นตำนาน มันจะเป็นเหรียญมีค่า ที่ทำให้ทุกคนอิจฉาเลย 555”
“ปีนี้เห็นผลการโหวต 2017 บอกว่า จอมบึง ไม่ติด 1 ใน 10 ของมาราธอนที่ดีที่สุดในประเทศ”
“ต่างคนต่างความคิด เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่จะชอบสนามไหน สนามดี คนชอบ เค้าก็โหวตว่าดี ก็ถูกต้องแล้วนี่หว่า - เรื่องผลการโหวตนี้เป็นเรื่องดีนะ เป็นการสะกิดจอมบึงนิดนึง ว่าการจัดงานวิ่งสมัยนี้ เค้าต้องสื่อสารให้กับนักวิ่งผ่านสื่อโซเชียลให้มากกว่านี้ ให้ชัดเจนขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่รอรับฟังข่าวสารอยู่บนนั้น - แต่แกไม่ได้ทำเพจ แกจะรู้อะไรแอด.”
“อะ..เอิ่ม..ครับพี่”
“คำถามเดิม ถ้า London หรือโตเกียวถูกตัดจาก World Marathon Majors ไม่ติดอันดับผลโหวตชื่นชอบจากคนทั่วโลก พี่ถามว่า แกยังจะไปอยู่มะ?”
“ไปดิครับ มันเป็นความฝันของผมนะ ที่จะได้วิ่งในสนามพวกนี้”
“Exactly!” (มันมาอีกแล้วคำนี้) “เป็นสิทธิ์ของแต่คนที่จะชอบสนามไหน ไม่มีถูกไม่มีผิด แต่ #สนามที่เราวิ่งแล้วทำให้เรามีพลัง #สนามนั้นมันจะดึงดูดเราไปเอง เค้าจะแจกเหรียญเป็นโอ่ง เป็นอ่าง หรือจะเป็นใบไม้ ก็ขอบคุณนะ อะไรก็ได้เอามาเหอะ ข้าก็มาวิ่งอยู่ดี”
“ใช่ครับพี่! Exactly เลย” (มันแปลว่าอะไรไม่รู้อะ กรูพูดมั่ง)
“เอ่ออ..พี่..ที่เราคุยกันวันนี้ มันดีมากเลยนะ ผมเอาไปลงเพจนะ ผมอัดเสียงไว้แล้ว ให้คนอื่นอ่านด้วย. ขอ.”
“อ้าว @#$%# ละ ไม่บอกกรูล่วงหน้าเลยนะมรึง ดีว่ากรูไม่ด่าไปเยอะ 5555 เออ..ได้.. งั้นมื้อนี้เอ็งเลี้ยงก็แล้วกัน”
#วิ่งเพื่อวิ่ง ฮะ
เสียตังค์เลี้ยงข้าว แล้วได้คำนี้มา!
คุ้มเป็นที่สุด. สุดยอดมาก ขอเก็บไว้เลย.
#ThaiRun
The Thailand’s Running Media
เพราะความสุขของนักวิ่ง คือเรื่องใหญ่ของเรา
#CBM2018 | #จอมบึงมาราธอน
ที่มา : https://www.facebook.com/thaidotrun/photos/a.1694377410849702.1073741828.1658834907737286/2033836933570413/?type=3
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







