วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การดูรักษารองเท้าวิ่งหน้าฝน



ช่วงนี้อากาศแปรปรวน วิ่งๆอยู่ก็ฟ้าครึ้มฝนตกเสียอย่างนั้นทั้งที่เมื่อครู่แดดแรงจนเหงื่อแตกอยู่เลย รองเท้ากับฝนเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อผ่านการเดินบวกวิ่งฝ่าฝน ลุยน้ำ ตากแดด ฝุ่น โคลน ก็อาจถึงเวลาที่จะต้องดูแลทำความสะอาด รองเท้าวิ่งเพื่อยืดอายุการใช้งาน

สำหรับการซักรองเท้าวิ่งหรือรองเท้าผ้าใบนั้น ห้ามซักโดนบริเวณขอบยาง เพราะจะมีรอยกาวด้านข้างอยู่ หากไปซักโดนมันอาจจะหลุดออกมาโดนผ้า กลายเป็นรอยกาวสีเหลืองได้

วิธีการซักรองเท้าผ้า ใช้เอาสบู่อ่อนๆ เช่น สบู่เด็กผสมน้ำแค่นั้นก็พอแล้ว แต่ถ้าจะเป็นผงซักฟอก ต้องผสมน้ำเยอะๆ และสิ่งสำคัญคือ แปรงที่ใช้ขัด ซึ่งควรเป็นแปรงสีฟันหัวนิ่มๆ ค่อยๆแปรงและต้องใจเย็นๆ ห้ามใช้แปรงหัวแข็งขัดคราบสกปรกเพราะแปรงแข็งๆจะขูดเส้นด้ายบนเนื้อผ้า เกิดเป็นรอยถลอกได้ ข้อสำคัญคือ ไม่ควรตักน้ำราดลงบนรองเท้าเด็ดขาด ให้ค่อยๆ ลงมือแปรง เช่น ตักน้ำมา 1 ขันเอาแปรงสีฟันจุ่มน้ำสบู่ แล้วค่อยๆ ถูไปทีละนิด

นอกจากนี้ ยังควรสังเกตดูด้วยว่า หากเป็นด้ายคนละสีก็ต้องทำความสะอาดทีละส่วน เช่น หากมีขอบด้ายสีดำ ก็ต้องเว้นขอบสีดำนั้นไว้ก่อน อย่าแปรงรวมกัน ไม่อย่างนั้นสีดำอาจจะไปติดด้ายสีขาว

การตากรองเท้าให้แห้ง ห้ามตากลมร้อนจากคอมเพรสเซอร์แอร์และไม่ควรตากแดดแรง หลายคนเข้าใจว่าตากแดดแรง เพื่อลดกลิ่น แต่ความจริงคือ มันจะทำให้รองเท้าเหลืองและกาวรองเท้าเสื่อมสภาพ ที่แนะนำคือ ควรตากแดดอ่อนๆ เท่านั้น

เทคนิคซึ่งทำให้รองเท้าแห้งเร็วขึ้นคือการขยำกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นก้อนและยัดเข้าไปในรองเท้า หากกลัวหมึกจากหนังสือพิมพ์จะตกใส่รองเท้าให้นำกระดาษขาวมาห่อก้อนหนังสือพิมพ์ก่อนยัดใส่รองเท้าอีกที

ส่วนพื้นรองเท้า สามารซักเองได้ที่บ้าน โดยงัดพื้นออกมาทำความสะอาดได้เลย และสามารถตากแดดแรงได้ เพราะแม้สีจะซีดไปบ้าง ก็ไม่มีผลต่อการมองเห็นอยู่แล้ว ดังนั้นก็สามารถตากแดดลดกลิ่นได้

เมื่อกลับห้องอาบน้ำเช็ดตัวเรียบร้อยก็อย่าลืมดูแลความสะอาดรองเท้าวิ่งคู่ใจด้วย

ต้นฉบับ: การดูแลรักษารองเท้าวิ่งหน้าฝน

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

12 รอบสวนลุม 30k สบายสบาย



เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นวันซ้อมวิ่งยาว 30k ตามโปรแกรมของสัปดาห์ที่ 9 ผลการวิ่งออกมาดีมาก

  • ทำเวลา 10k แรก 1.07 ชม. 10kที่สอง 1.03 ชม. และ 10k สุดท้าย 1.06 ชม.
  • วิ่งแบบวิ่งจริง non-stop ออกวิ่ง ตี 4.27 นาที จบเวลา 7.46 นาที ตื่น ตี 2 ครึ่ง นอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม
  • ขณะวิ่งไม่มีท้อเลยในทุกๆรอบ ไม่มีหมดแรง แถมรอบสุดท้าย รอบที่ 12 สามารถเร่งฝีเท้าได้ด้วย วันนั้นมีงานวิ่ง สืบรับ
  • เตรียมก่อนวิ่ง คือโหลดคาร์โบ 3 วัน พฤหัส ศุกร์ เสาร์ กินข้าว แป้ง เยอะกว่าปกติ 2-3 เท่า ไม่ได้กินข้าวโพด เผือก มัน เพราะไม่ได้หา ก่อนวิ่งตี 2 ครึ่งกินขนมปัง 2 แผ่นๆละ 100kcal กะโอวันติน.
  • การหายใจ
    • 2 รอบแรกวิ่งช้ามากๆ ตกรอบละ 20 นาที หายใจทางจมูก
    • รอบ 3-4 ของ 10k แรก เร่งเครื่องเพื่อให้อยู่ในเวลาไม่เกิน 1.10 ชม. หายใจแรงขึ้นมาก ต้องหายใจทางปาก ถี่ๆ
    • ส่วน รอบที่ 5 ถึง 12 คือ 20k ที่เหลือ หายใจเข้าทางปาก ออกทางจมูก ไม่ถี่ รักษาทรงวิ่งไปเรื่อยๆ 
  • หลังวิ่งเสร็จมาเช็ตสภาพร่างกายกัน
    • ปกติมากไม่อ่อนล้า 
    • ไม่เหนื่อยจนเดินโซเซ 
    • ไม่หิวจัด 
    • กล้ามเนื้อไม่ปวด
    • เข่าไม่ปวด 
    • เท้าไม่เจ็บ 
    • ไม่มีตะคริว (ตั้งแต่วิ่งมาไม่เคยเป็นตะคริว) 
    • เค็ดขัดยอกแผ่นหลังก็ไม่มี เมื่อตอนวิ่งจอมบึงมาราธอนเจ็บบริเวณนี้มาก
  • หิหิ...สงสัยว่าเรา เข้าขั้นโจ ล่ะ การอดทนฝึกซ้อมตามโปรแกรมอย่างเข้มข้นเริ่มให้ผลลัพธ์
  • สัปดาห์นี้ (week 10) วิ่งแบบ Recovery คือ วันอังคาร วันพุธวิ่งช้ามากไม่ลงน้ำหนักเท้าแรง โดยวันอังคารวิ่ง 8 รอบสวนพระราม 3 (6.5k) ใช้เวลา 56 นาที (ปกติ 40 นาที) และวันพุธวิ่ง 3 รอบสวนลุม (7.5k) ใชเวลา 55 นาที (ปกติ 45 นาที) ซึ่งวันศุกร์วิ่ง 6.5k และวันอาทิตย์ 16k ก็จะวิ่งช้าๆ แบบนี้ต่อไป
  • ส่วนสัปดาห์ที่ 11 วันอาทิตย์ วิ่ง 34k จะเป็นการทดสอบว่าที่วิ่ง 30k มานั้นฟลุคหรือเปล่า คิดไว้ว่าจะวิ่งในงานวิ่งอ่างทอง 21k และวิ่งต่ออีก 13k เป็นการแก้บน ....หุหุ

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รายละเอียดงานวิ่งอ่างทอง มินิ-ฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 6 แข่งวันที่ 28 พ.ค. 2560

ตัวผมจะไปร่วมงานวิ่งนี้กับน้าชาย จึงนำเสนอรายละเอียด ข้อมูล งานวิ่ง อย่างเป็นทางการ
ไปวิ่งเสร็จจะมารีวิวอีกทีครับ



จัดโดย อบจ.อ่างทอง ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพอ่างทอง โรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ และมูลนิธิวัดม่วง


กำหนดการของงาน


แผนที่ เส้นทางการวิ่งงานอ่างทอง มินิ-ฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 6


เสื้อ ถ้วย เหรียญ

ข่าวสารงานวิ่ง อ่างทองมินิ - ฮาล์มาราธอน ครั้งที่ 6 
ได้เห็นบรรยากาศมุมสูงสถานที่จัดงาน เเละเส้นทางวิ่ง





ใบสมัคร

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

5 ข้อที่จะทำให้คุณฟิตมากขึ้น เร็วมากขึ้นและมีแรงบันดาลใจในการวิ่งมากขึ้น

การวิ่งของคุณกำลังประสบกับปัญหากับการที่ต้องวิ่งเส้นทางเดิมๆ การออกกำลังแบบเดิมๆ รองเท้าเดิมๆ การแข่งขันเดิมๆอยู่หรือไม่? ถ้ามีไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณไม่ได้พัฒนาตัวเองเลย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์กล่าวว่าความบ้าคือการที่ทำอะไรซ้ำไปซ้ำมาแต่หวังว่าผลที่ออกมาจะต่างออกไป ควรหาอะไรใหม่ๆทำบ้าง

นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณควรเปลี่ยนแปลงอะไรครั้งยิ่งใหญ่ การที่คุณเพิ่มระยะทางในการวิ่งเป็นสองเท่าหรือยกน้ำหนักหนึ่งชั่วโมงหลังจากไม่ได้เข้ายิมมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนมันจะทำให้คุณบาดเจ็บ มีอาการปวดหรือหิวมากๆ คำตอบคือคุณควรจะหาจุดที่พอดีระหว่างมากเกินไปกับน้อยเกินไป ก้าวเล็กที่ก้าวไปข้างหน้าจำนำพาคุณไปยังรางวัลใหญ่ในการออกกำลังกายและวิ่งแข่ง

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆเหล่านี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกับคุณ!


1. เพิ่มการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ

ผลลัพธ์:การป้องกันอาการบาดเจ็บ! หากคุณข้ามการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อไปจะทำให้คุณบาดเจ็บได้ นักวิ่งที่แข็งแรงต้องไม่ใช่แค่มีแนวโน้มในการบาดเจ็บน้อยแต่ต้องมีพลังงานมากกว่าและเป็นนักวิ่งที่มีศักยภาพในการวิ่งเร็วมากกว่าการฝึกการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อส่วนล่างและลำตัวจะทำให้คุณสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 3ถึง4เท่าของน้ำหนักตัวคุณในระหว่างวิ่ง

ทำเลย!ไม่ต้องออกไปข้างนอกเพื่อเข้ายิม การเคลื่อนไหวแบบง่ายๆนี้สามารถทำได้ที่บ้าน เพิ่มเข้าไปในตารางชีวิตประจำวันของคุณเพื่อที่จะไม่ลืมทำมัน

ท่า Planks

How: ทำเหมือนกับว่าคุณกำลังวิดพื้นอยู่ แต่ใช้ข้อศอกแทนมือยันพื้น พยายามทำให้ข้อศอกอยู่ใต้ไหล่และค้างอยู่อย่างนั้นให้หัวถึงข้อเท้าอยู่ในระนาบเดียวกัน เกร็งกล้ามหน้าท้องและกล้ามเนื้อก้น ค้างอยู่อย่างนั้นจนกว่าคุณจะไม่สามารถทำให้อยู่ในท่าเดิมได้ พยายามทำท่า Planks หนึ่งครั้งต่อวัน

Why?: การออกกำลังกล้ามเนื้อลำตัวและกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบนสามารถทำให้การวิ่งของคุณพัฒนาขึ้นได้อีกทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บลงได้

ท่า Reverse Lunges

How: ก้าวเท้ามาข้างหน้าก้าวใหญ่ย่อตัวลง เข่างอ ลำตัวตรง แล้วกลับมายืนตัวตรง ทำเช่นกันกับขาอีกข้างหนึ่ง ทำข้างละ 8 ครั้ง 5 เซต อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

Why?: นอกจากจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนล่างและลำตัวแล้ว ยังช่วยกล้ามเนื้อสะโพกซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการก้าวเดิน

Reverse-Lunge
ท่า Squats

How: ทำเหมือนกับคุณกำลังจะนั่งลงบนเก้าอี้ ขาแยกออกกว้างเท่าไหล่ เข่าอยู่ตรงกับนิ้วเท้า ยืดหน้าอกขึ้น ทำอย่างนี้ 8 รอบทั้งหมด 5 เซต อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง

Why?: การฝึกกล้ามเนื้อส่วนล่างและลำตัวจะช่วยให้คุณแข็งแรงขึ้น สามารถก้าวเดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเข่าเนื่องจากเข่าจะรับการกระแทกมากขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อคุณอ่อนแอ

2. เพิ่มระยะทางในการวิ่งหรือวิ่งแบบ Tempo

ผลลัพธ์:ความอดทน คุณจะใช้เวลาทั้งสิ้น 6 สัปดาห์ในการวิ่งไกลในระยะทางเดียวกันก่อนที่สมรรถภาพในการวิ่งจะลดลง กล่าวโดยคุณทรอย คลิฟตัน โค้ชนักวิ่งและนักไตรกีฬา “เพียงเพิ่มระยะทางในการวิ่งเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับปอดและกล้ามเนื้อเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับระยะทางใหม่อีกทั้งยังฝึกให้ร่างกายสามารถทนกับการวิ่งระยะทางที่ไกลขึ้นได้ คุณสามารถที่จะเพิ่มการใช้ออกซิเจนซึ่งจะช่วยให้คุณวิ่งได้เร็วขึ้น”

ทำเลย!เมื่อคุณเพิ่มระยะทางในการวิ่งแต่ละสัปดาห์ ให้ลองกลับไปที่ระยะทางเดิมทุกๆ4สัปดาห์ “การหยุดเพิ่มระยะทางเป็นการทำให้กล้ามเนื้อได้ปรับเข้าหาการเพิ่มการฟิตเนสและสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่” คลิฟตันกล่ามไว้ ตัวอย่างเช่น ในระยะเวลา 8 สัปดาห์คุณอาจจะกำหนดระยะทางเป็น 11, 12, 13, 11, 13, 14, 15, และ 13 กิโลเมตร

นักวิ่งที่มีปะสบการณ์ที่วิ่งแบบ tempo ก็สามารถทำแบบนี้ได้เช่นกัน แค่ไม่ควรทำไปพร้อมๆกับเวลาที่คุณเพิ่มระยะทางเข้าเพราะจะทำให้ระยะทางเกินกำหนด หากเกิดอาการบาดเจ็บมากเกินกว่า 48 ชั่วโมง ให้หยุดหนึ่งหรือสองวันแล้วเปลี่ยนมาเป็นการค่อยๆเพิ่มระยะทาง

 3. เพิ่มผักและผลไม้ในอาหารแต่ละวัน

ผลลัพธ์:สารอาหารครบถ้วน ขอโทษด้วยสำหรับคนรักแพนเค้ก: “ถึงแม้ว่าสารอาหารมากกว่าครึ่งหนึ่งของนักวิ่งต้องมาจากคาร์โบไฮเดรต แต่ผลไม้และผักก็เป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดเพราะว่าเต็มไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ” เจนนี่ มาโลนี นักโภชนาการและเทรนเนอร์กล่าวไว้

ทำเลย:อาหารหนึ่งมื้อนั้นควรมีผลไม้ ผักใบเขียวสดหนึ่งถ้วย ผักอื่นๆหนึ่งถ้วยหรือน้ำผลไม้ 100% หนึ่งถ้วย คุณสามารถเพิ่มมื้อนี้เข้าไปเมื่อใดก็ได้แต่เมโลนีกล่าวว่ามื้อเช้าจะดีที่สุด หรือคุณสามารถแทนที่อาหารขยะด้วยผลไม้หรือผักซึ่งจะเป็นทางเลือกที่แย่ให้เป็นทางเลือกที่ดี อย่างไรก็ตามเนื่องจากไฟเบอร์ย่อยช้าดังนั้นควรหลักเลี่ยงการกินหนึ่งถึงสองชั่วโมงสุดท้ายก่อนการวิ่งหรือนอนหลับ (น้ำผลไม้จะย่อยง่ายกว่า)

4.  เพิ่มระยะทางเดียวกันซ้ำอีกครั้งหนึ่งในตารางการวิ่ง

ผลลัพธ์: ความเร็ว!แทนที่จะพยายามทำเวลาให้ลดลงเรื่อยๆเพื่อทำลายสถิติตัวเองซึ่งมันจะทำให้เรากดดัน ให้ใช้วิธีวิ่งในระยะเวลาเท่าเดิมแต่ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าในการวิ่ง

ทำเลย!: ตัวอย่างด้านล่างจะเป็นการออกกำลังใน 8 สัปดาห์เพื่อที่จะไปสู่การวิ่ง 5 กิโลเมตรเริ่มจาก 8*400 เวลา 90 วินาทีในแต่ละครั้ง หลังจากเวลาที่ทำได้ลดลงในสองสัปดาห์แล้ว ในสัปดาห์ที่4 ให้เพิ่ม9*400 ในเวลาเท่าเดิมอีกครั้งโดยไม่ต้องเพิ่มความเร็ว จากนั้นค่อยกลับไปทำเวลาให้ลดลง คุณสามารถปรับเปลี่ยนแผนการในการวิ่งตามความชอบของแต่ละคนได้running

สัปดาห์ที่ 1  8 × 400 ในเวลา 90 วินาทีในแต่ละรอบ

สัปดาห์ที่ 2  8 × 400 ในเวลา 89 วินาทีในแต่ละรอบ

สัปดาห์ที่ 3  8 × 400 ในเวลา 88 วินาทีในแต่ละรอบ

สัปดาห์ที่ 4  9 × 400 ในเวลา 88 วินาทีในแต่ละรอบ

สัปดาห์ที่ 5  9 × 400 ในเวลา 87 วินาทีในแต่ละรอบ

สัปดาห์ที่6  9 × 400 ในเวลา 86 วินาทีในแต่ละรอบ

สัปดาห์ที่7  8 × 100-Metre Strides

สัปดาห์ที่ 8  Goal แข่งวิ่ง 5 กิโลเมตร

 5. เพิ่มเวลานอนในแต่ละคืนเพิ่มขึ้นอีกครึ่งชั่วโมง

ผลลัพธ์:คุณสุขภาพดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และเตรียมตัวได้ดีขึ้นในการวิ่งครั้งต่อไป หลายๆงานวิจัยบอกว่าการนอนหลับมากขึ้นทำให้ป่วยและโรคต่างๆน้อยลงและทำให้ร่างกายและจิตใจดีขึ้น อีกทั้งการนอนหลับที่ดีจะทำให้คุณฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้ “ในช่วงที่เราหลับสนิทนั้น ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนซึ่งจะช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกาย” ดร. แมทธิว บูแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับและผศ.ที่มหาวิทยาลัยอาริโซน่า

สเตทในอเมริกากล่าว

ทำเลย! “ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา คุณควรจะให้ความสำคัญกับการนอนหลับเป็นหลัก” เชอร์รี่ มา ผู้เป็นเจ้าของงานวิจัยที่แนะนำว่าสมรรถนะของนักกีฬาจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการนอนหลับที่ดีมากขึ้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มการงีบหลับคือการหลับให้เร็วขึ้นเวลากลางคืนเพราะว่าการนอนหลับอย่างต่อเนื่องและเวลาตื่นนอนเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการนอนหลับที่ดี ตั้งนาฬิกาปลุก 30 นาทีก่อนที่คุณจะเข้านอนเพื่อเตือนตัวเองว่าถึงเวลาทำกิจวัตรประจำวัน ก่อนจะถึงเวลานอนครึ่งชั่วโมง ไม่ควรเปิดไฟให้สว่างมาก ไม่ควรใช้งานคอมพิวเตอร์และเปิดทีวีอีกทั้งสองถึงสามชั่วโมงก่อนนอนไม่ควรดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์

ต้นฉบับ; 5-tips-run-improve

วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

13 นาทีต่อรอบสวนลุม


2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาทดลองวิ่ง รอบแรกของสวนลุมด้วยความเร็ว 16 นาที รอบสองก็ใช้เวลาเท่ากันสังเกตุจังหวะการหายใจจะไม่ต้องหายใจทางปากเลย การก้าวเท้าจะปวดน่องด้านหน้านิดหน่อย ส่วนอื่นปกติดี

รอบสามหลังจากกินน้ำเร่งจังหวะซอยขา หายใจทางปากและก้าวยาวขึ้น เอนตัวไปข้างหน้าอีกนิด สามารถควบคุมการวิ่งจนได้ระยะเกือบ 2 กม.(คือเกือบครบรอบสวนลุม) แต่ช่วง 500 เมตรสุดท้ายจะเริ่มเจ็บจุกๆ ชายโครงนิดๆ ต้นขามีอาการอ่อนล้า ความเร็วลดลงแต่ไม่มาก

จำได้ว่า 2 เดือนก่อนเร่งได้ราวๆ 400 เมตรเท่านั้น และปีที่แล้วหน้าฝนวิ่งทำเวลาดีที่สุดที่นี้ ได้ 12.57 นาที

ต่อไปจะทดลองวิ่งด้วยความเร็ว 13 นาทีต่อรอบสวนลุม ให้ได้ 2 รอบติดต่อกัน

วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

8 แนวทาง ที่จะทำให้คุณวิ่งได้ไกลขึ้น

ซ้อมมากแค่ไหน ก็วิ่งไม่ได้ไกลขึ้นสักที แบบนี้จะเพิ่มระยะการวิ่งในการแข่งขันได้อย่างไร เอาเป็นว่าใจเย็นๆ แล้วลองมาดู 8 แนวทาง ที่จะช่วยให้คุณวิ่งได้ไกลขึ้น หากนำไปปรับใช้กับการฝึกซ้อมของคุณกันดีกว่า

1. อย่าเร่งความเร็วมากไป
สำหรับการวิ่งระยะยาวคุณจะต้องเซฟพลังงานร่างกายเอาไว้ใช้ภายหลังบ้าง และสิ่งที่จะช่วยให้คุณทำอย่างนั้นได้คือการไม่เร่งฝีเท้ามากเกินไปนัก

บางทีคุณอาจจะพยายามผ่อนคลายด้วยการวิ่งไปคุยไป หรืออะไรก็ได้ในแนวทางของคุณที่ทำให้คุณไม่เบื่อการวิ่งยาวๆ แต่ให้จำใส่ใจเอาไว้ว่า ให้ลดความเร็วการวิ่งลงในทุกๆ 1 ไมล์ เป็นเวลา 1.30-2.00 นาที แล้วค่อยเร่งฝีเท้าอีกครั้ง

2. ค่อยๆ เพิ่มระยะทางวิ่งทีละน้อย
นักวิ่งทุกคนย่อมอยากพัฒนาการวิ่งให้ได้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่เราแนะนำก็คือให้ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรหักโหมเพิ่มระยะวิ่งมากเกินไปเพราะจะเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บและกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

ถ้าตัดสินใจจะฝึกซ้อมเพิ่มระยะ ให้เพิ่มเพียงครั้งละ 1-1.5 ไมล์ และฝึกซ้อมจนร่างกายเคยชิน และไม่ควรเพิ่มระยะวิ่งเกิน 2-3 ไมล์ ในรอบสัปดาห์

3. ฝึกซ้อมวิ่งระยะที่ไกลกว่าปกติ เพียง 1 ครั้งต่อสัปดาห์
เลือกหาวันเหมาะๆ ที่ร่างกายพร้อมๆ เสาร์-อาทิตย์น่าจะเหมาะที่สุด คุณคงไม่อยากฝึกซ้อมแบบรีบๆ เพราะมีธุระอื่นต้องไปทำต่อแน่ๆ

จัดสรรเวลาให้แน่ใจว่าคุณพร้อมจะวิ่งยาวๆ แบบไม่ต้องรีบไปไหนสัก 1 วันต่อสัปดาห์ ฝึกซ้อมให้เต็มที่ และทุกๆ 3-4 สัปดาห์ให้งดและพักผ่อนบ้างเพื่อป้องกันการซ้อมหนักเกินไป

4. ควรต้องวิ่งสลับเดินบ้าง
การที่คุณวิ่งยาวๆ โดยไม่หยุดนั้นแน่นอนว่าความอึดหรือความฟิตของร่างกายคุณจะเพิ่มขึ้นแน่ แต่ก่อนที่คุณจะทำได้ถึงขั้นนั้น การวิ่งและสลับเดินบ้างเมื่อเริ่มเหนื่อย ช่วยให้คุณวิ่งได้ต่อเนื่องมากกว่าการวิ่งยาวๆ แล้วหมดแรงไปเสียก่อน

5. ทานอาหาร และเติมพลังงานร่างกายให้พร้อม
ในที่นี้เราหมายถึงทั้งการทานอาหารก่อนวิ่ง รวมถึงทานอาหารเติมพลังงานให้ร่างกายในขณะวิ่งด้วยเพราะการวิ่งยาวๆ ในแบบที่ใช้เวลาวิ่งเกิน 1 ชั่วโมงแน่นอนนั้นการทานของเสริมพลังงานเช่นพวก Quick Blood Sugar หรือ Energy Bar นั้นเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำในการแข่งขัน

แต่ถามว่าตอนฝึกซ้อม เราต้องกินด้วยทำไม? นั่นก็เพราะเป็นการฝึกระบบร่างกายของเราให้เคยชิน อย่างไรก็ตามให้ทานอาหารเพิ่มพลังงานในสัดส่วนที่พอเหมาะ ทุกๆ 15-20 นาที หลังจากที่เราใช้พลังงานชุดแรกที่กินมาก่อนเริ่มวิ่งหมดไปแล้ว

6. ต้องเอาชนะ...ใจตัวเอง
เอาชนะมันให้ได้ ไม่ใช่ระยะทางหรือความเหนื่อยล้า แต่เป็นจิตใจของเราเองต่างหาก คุณคาดหวังว่าตัวเองจะพัฒนาขึ้น อยากวิ่งฟูลมาราธอนให้ได้ สิ่งแรกก็คือ คุณต้องเชื่อมั่นว่าตัวเองทำได้ก่อน แล้วร่างกายจะตอบสนองเอง

หากคุณเอาแต่คิดว่าตัวเองคงไม่ไหว และฝึกซ้อมไปในสภาพแบบนั้นเป็นอะไรที่เสียเวลาเปล่า สิ่งสำคัญที่สุดคือจิตใจและความเชื่อมั่น

7. ให้ฝึกซ้อมในสนามที่เป็น Loop หรือบน Treadmill
การเลือกสนามฝึกซ้อมก็เป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกัน แนะนำให้เลือกสนามหรือเส้นทางที่บรรจบกันเป็น Loop ระยะทาง 1-2 ไมล์ กำลังดี

นั่นก็เพราะหากคุณวิ่งเส้นทางยาวที่ไม่ได้วน Loop มาที่เดิมนั้น หากคุณเหนื่อยหมดแรงระหว่างทางอาจไม่มีแรงวิ่งขากลับก็เป็นได้ หรือถ้าวิ่งบน Treadmill ที่บ้านได้ก็จะดีมาก เพราะเราสามารถหาอะไรกินยามพลังงานใกล้หมด หรือเข้าห้องน้ำได้สะดวกมากหากวิ่งอยู่ที่บ้าน

ปัญหาเดียวของการวิ่งบน Treadmill ดูเหมือนจะเป็นเรื่องความน่าเบื่อ ต้องหาความบันเทิงบางอย่างประกอบตามสไตล์แต่ละคน

8. อย่าใจร้อน
การเสริมสร้างความฟิตเพื่อให้วิ่งได้ไกลขึ้นนั้นต้องใช้เวลา ดังเช่นที่นักวิ่งมาราธอนที่ประสบความสำเร็จกล่าวไว้ ว่า "Hurry slowly. Move ahead, but be patient."

ปรับการฝึกซ้อมและพัฒนาร่างกายรวมถึงความฟิตของคุณอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง คือหนทางแห่งความสำเร็จ


หวังว่า 8 แนวทางนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ เพิ่มระยะวิ่งของตัวเองได้นะคะ

Story : Runnersworld

ที่มา; https://goodsportsthailand.com/th/knowledge?id_cms=118